
จาก 'ศัตรู' สู่ 'มิตร' โอบามาพลิกสัมพันธ์เยือนเวียดนาม
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
ประธานาธิบดี บารัก โอบามา ของสหรัฐ ได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอีกครั้ง ด้วยการเป็นผู้นำคนแรกของสหรัฐ ตั้งแต่สงครามเวียดนามสิ้นสุดลงตั้งแต่ 40 ปีที่แล้ว ที่ส่งสัญญานชัดเจนต้องการกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจและความมั่นคงกับเวียดนาม เพื่อลดอิทธิพลจากจีนในภูมิภาคและผลักดันให้เวียดนามลุกขึ้นต่อต้านจีนในกรณีความขัดแย้งทางทะเล
ผู้นำสหรัฐมีกำหนดการเดินทางเยือนเวียดครั้งแรกตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งในระหว่างวันที่ 23-25 พ.ค.นี้ ก่อนที่จะไปเข้าร่วมการประชุมทางเศรษฐกิจต่อที่ญี่ปุ่น ทั้งนี้หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตุว่าการดำเนินนโยบายของสหรัฐในสมัยโอบามาถือเป็นการเปลี่ยนความสัมพันธ์จากหน้ามือเป็นหลังมือ ทำให้อดีตคู่แค้นในสงครามกลายมาเป็นพันธมิตรคนสำคัญในภูมิภาค
ในการเดินทางเยือนเวียดนามครั้งประวัติศาสตร์นี้ โอบามาต้องเผชิญแรงกดดันจากพันธมิตรใหม่ที่เรียกร้องให้สหรัฐยกเลิกการคว่ำบาตรการค้าอาวุธ ซึ่งบังคับใช้ต่อรัฐบาลเวียดนามมานาน 32 ปี และเป็นสิ่งสะท้อนความเป็นปฏิปักษ์ที่ตกทอดจากสงครามอย่างสุดท้ายที่สหรัฐใช้กับเวียดนาม
อย่างไรก็ดี หากสหรัฐยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรดังกล่าว อาจสร้างความไม่พอใจอย่างหนักต่อจีน ที่มองว่าความพยายามกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและเวียดนามเป็นภัยคุกคาม และจะยิ่งทำให้ความขัดแย้งในกรณีพิพาททะเลจีนใต้รุนแรงขึ้นอีก โดยทั้งเวียดนามและจีนต่างแข่งขันเรียกร้องกรรมสิทธิ์ในพื้นที่พิพาทอย่างแข็งกร้าว
นอกจากนี้ ความพยายามเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างทั้งสองยังต้องเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก โดยเฉพาะแรงกดดันต่อผู้นำสหรัฐ เนื่องจากบรรดานักเคลื่อนไหวต่างๆ รวมทั้งประชาคมโลกต่างจับตาท่าทีในการกดดันรัฐบาลคอมมิวนิสต์เวียดนามให้ปรับปรุงสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชน ในระหว่างการเยือนเวีนดนามครั้งสำคัญนี้ โดยที่ผ่านมารัฐบาลสหรัฐภายใต้การนำของโอบามาก็มีแนวโน้มที่จะพยายามเบี่ยงเบนประเด็นดังกล่าวออกไป และมุ่งที่จะผลักดันเวียดนามในประเด็นการต่อต้านจีนมากกว่า แม้ว่าสถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนในเวียดนามจะยังอยู่ในระดับย่ำแย่
"เห็นได้ชัดว่าการเดินทางเยือนครั้งนี้ เป็นการส่งสัญญาณไปถึงจีนว่าสหรัฐต้องการเข้ามามีบทบาทในภูมิภาค โดยสหรัฐจับตาและมีความกังวลกับพฤติกรรมของจีน" อีวาน เมเดรอส อดีตที่ปรึกษาด้านเอเชียระดับสูงของโอบามา กล่าว
นอกจากนี้ การสร้างความร่วมมือทางการทหารอย่างใกล้ชิดกับพันธมิตรเป็นยุทธศาสตร์หลักที่โอบามาใช้มาตลอด เพื่อปรับสมดุลในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญของนโยบายต่างประเทศที่โอบามาผลักดันมาตลอด
เบน โรดส์ ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของโอบามา ระบุว่า สหรัฐต้องการแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นระหว่างทั้งสองประเทศ แม้จะมีทัศนคติหลายอย่างที่เห็นไม่ตรงกัน โดยสหรัฐต้องการให้เวียดนามเปิดเสรีทางเศรษฐกิจยิ่งขึ้น และต้องการกระชับความสัมพันธ์ทางการทหาร โดยต้องการให้เวียดนามเปิดท่ารองรับเรือรบสหรัฐมากขึ้น รวมถึงท่าเรือยุทธศาสตร์ที่อ่าวกามรัง
ในระหว่างการเยือนของโอบามา จะเข้าพบประธานาธิบดี เจิ่นไดกว่าง และนายกรัฐมนตรี เหงียนซวนฟุก รวมทั้ง เหงียนฟูจ่อง เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ นอกจากนี้ยังเข้าพบบรรดาผู้ประกอบการและนักธุรกิจในโฮจิมินห์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าสำคัญของเวียดนาม เพื่อผลักดันความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี)
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ในเวียดนามหลายฝ่ายยังมีความเห็นแตกออกไปว่า แม้เวียดนามจะต้องการความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นร่วมกับสหรัฐ แต่ก็เป็นไปได้ว่าสหรัฐพยายามที่จะบ่อนทำลายการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ของเวียดนาม
ทั้งนี้ เวียดนามเพิ่งจัดการเลือกตั้งสภาแห่งชาติ ครั้งที่ 14 ขึ้นเมื่อวันที่ 20 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยมีพลเมืองเวียดนามลงทะเบียนเลือกตั้ง 69 ล้านคน เพื่อเลือกตัวแทน 500 ที่นั่ง ตั้งแต่ระดับท้องถิ่นไปจนถึงระดับส่วนกลาง อย่างไรก็ดี จากผู้สมัครรับเลือกตั้งทั้งหมด 870 ราย มีเพียง 11 รายเท่านั้นที่เป็นผู้สมัครอิสระไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ ทำให้หลายฝ่ายมองว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่อาจจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรได้มาก
ชื่นชมเมียนมาประชาธิปไตยหน้าใหม่
ขณะเดียวกัน จอห์น แคร์รี รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ก็ได้เดินทางไปเยือนเมียนมา โดยได้กล่าวชื่นชมการเปลี่ยนผ่านไปสู่รัฐบาลพลเรือนได้สำเร็จของเมียนมา รวมทั้งได้เข้าพบ อองซานซูจี รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศของเมียนมาและผู้นำพรรคสันนิบาตชาติ (เอ็นแอลดี) พร้อมทั้งผลักดันการเปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปในอนาคต
หลังจากการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นเมื่อเดือน พ.ย. ได้มีการปฏิรูปต่อเนื่องหลายด้านในเมียนมา ทั้งการปล่อยตัวนักโทษการเมือง การให้เสรีภาพของสื่อมวลชนในการนำเสนอข้อมูล และทำให้มีเงินทุนจากต่างประเทศจำนวนมากไหลเข้าประเทศ นอกจากนี้แคร์รียังมีกำหนดการพบ มินอ่องหล่าย ผู้บัญชาการกองทัพเมียนมา เพื่อเจรจาสนับสนุนการปฏิรูปเศรษฐกิจและการเคลื่อนไหวไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้น
ขณะที่ อองซานซูจี เรียกร้องให้แคร์รีและรัฐบาลสหรัฐให้เวลาเมียนมาในการจัดการปัญหาโรฮีนจาในประเด็นสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นประเด็นกดดันรัฐบาลเมียนมาอย่างหนักในขณะนี้ โดยระบุว่ารัฐบาลเมียนมาตั้งใจที่จะแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างชาติพันธ์ุ โดยเฉพาะความเกลียดชังระหว่างพลเมืองในรัฐยะไข่ที่มีต่อชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิม
ทั้งนี้ หลังจากที่สมาชิกพรรคเอ็นแอลดีเข้ารับตำแหน่งในรัฐบาลไม่นาน ซูจีก็ถูกกดดันอย่างหนักจากประชาคมโลก เพื่อให้รับรองสิทธิและให้ความช่วยเหลือกลุ่มโรฮีนจาและมุสลิมชนกลุ่มน้อยในประเทศ
บรรยายภาพ- ร้านค้าในฮานอยติดโปสเตอร์ต้อนรับการเยือนของผู้นำสหรัฐ (ที่มา เอพี)







