
ส่องพฤติกรรมนักช็อปเมียนมา
หลังจากเข้าสู่ประชาคมอาเซียน (อาเซียน คอมมูนิตี้) พบว่ามีชาวเมียนมาในไทยที่เป็นแรงงานทั้งที่ถูกและผิดกฎหมายในประเทศสูงถึง 2.3 ล้านคน
โดย...ทศพล หงษ์ทอง
หลังจากเข้าสู่ประชาคมอาเซียน (อาเซียน คอมมูนิตี้) พบว่ามีชาวเมียนมาในไทยที่เป็นแรงงานทั้งที่ถูกและผิดกฎหมายในประเทศสูงถึง 2.3 ล้านคน มีเม็ดเงินจากแรงงานเมียนมาหมุนอยู่ในระบบกว่า 2.7 หมื่นล้านบาท จากรายได้เฉลี่ยของแรงงานที่ 9,000 บาท/เดือน ทำให้กลุ่มแรงงานเมียนมาเป็นที่น่าจับตามองของนักการตลาดไทย โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่มีความต้องการสูงอย่างของใช้อุปโภคบริโภคในครัวเรือน เสื้อผ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนเครื่องดื่มชูกำลัง ซึ่งในแต่ละเดือนแรงงานเมียนมาใช้จ่ายในกลุ่มสินค้าดังกล่าวเฉลี่ย 3,000 บาท/เดือน คิดเป็น 30% ของรายได้
บุริม โอทกานนท์ รองคณบดีและอาจารย์ประจำสาขาการตลาดวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) ได้สำรวจพฤติกรรมการบริโภคของชาวเมียนมา พบว่ามีนิสัย ซื้อจากความเคยชิน โดยมีปัจจัยด้านราคาถูกเป็นส่วนประกอบ และมักใช้เวลาเพียงไม่นานในการตัดสินใจ ด้วยความชอบเดินทางไปซื้อสินค้าเป็นหมู่คณะ ทำให้มักซื้อสินค้าประเภทเดียวกันกับคนที่ไปด้วย
สถานที่สุดฮิตที่ชาวเมียนมามักนัดพบปะกันคือห้างสรรพสินค้าอย่างอิมพีเรียลลาดพร้าวและสำโรง รวมถึงสวนสาธารณะอย่างสวนหลวง ร.9 สวนลุมพินี และสวนรถไฟอีกด้วย ส่วนด้านตลาดสดที่นิยมไปใช้จ่ายคือ ตลาดบางบอน ตลาดบางกะปิ และตลาดปากน้ำ
ส่วนผู้ที่มีอิทธิพลต่อการเลือกซื้อสินค้าคือ คนใกล้ชิด การทำตลาดแบบปากต่อปากเป็นหลักสำคัญที่นักการตลาดต้องใช้เจาะกลุ่มเป้าหมาย โดยมีพฤติการณ์ซื้อด้วยเงินสดถึง 92% โดยซื้อครั้งหนึ่งไม่ต่ำกว่า 3,000 บาท หรือ 30% ของเงินเดือน เน้นกลุ่มสินค้าซื้อ เช่น ของใช้ในบ้าน เสื้อผ้า ยารักษาโรค ของใช้ส่วนตัว
ขณะที่สื่อออนไลน์จะเป็นสื่อที่มีอิทธิพลสูง ด้วยชาวเมียนมาเล่นเฟซบุ๊กถึง 62.6% ตามมาด้วยไลน์และยูทูบ คิดเป็นสัดส่วน 21% และ 18% ตามลำดับ ส่วนพฤติกรรมการเปิดรับสื่อโทรทัศน์พบว่าดูช่อง 7 ถึง 63% ช่อง 3 เป็น 24.6% ซึ่งมีนิสัยชอบดูละครทุกวันในช่วงไพรม์ไทม์
“การค้ากับชาวเมียนมาต้องเน้นความจริงใจเพื่อสร้างความซื่อสัตย์ต่อสินค้าในระยะยาว ซึ่งควรจะมีป้ายบอกราคาและพนักงานขายสื่อสารเป็นภาษาเมียนมา ตลอดจนการเข้าไปในชุมชนเพื่อสร้างความคุ้นเคยและจัดกิจกรรมการตลาด ส่วนโปรโมชั่นที่ชาวเมียนมาชอบคือ ซื้อ 1 แถม 1 และลดราคา 50%” บุริม กล่าว
ณรงค์ศักดิ์ อัศวสกุลไกร ผู้จัดการกองสินค้าตัวแทนผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มชูกำลัง เอ็ม-150 บริษัท โอสถสภา กล่าวว่า จากประสบการณ์การทำตลาดกับแรงงานเมียนมาที่เน้นผูกมิตรอย่างเข้าใจผ่านการศึกษาพฤติกรรม จนสามารถจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายอย่างตรงจุด ตลอดจนการเข้าถึงวิถีชีวิตประเพณีของชาวเมียนมาที่ชอบร่วมประเพณีศาสนา จนนำไปสู่การเข้าร่วมสปอนเซอร์ในงานบุญ นอกจากนี้ยังต้องอาศัยการสร้างความไว้ใจด้วยการเดินเข้าหา รวมถึงจัดกิจกรรมคืนกำไรให้สังคม (ซีเอสอาร์) เพื่อเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชาวเมียนมา จนสามารถสร้างความซื่อสัตย์ในระยะยาวให้กับผลิตภัณฑ์ได้
นอกจากนี้ ผลสำรวจยังพบอีกว่าแรงงานเมียนมาส่วนใหญ่ให้ความสนใจด้านการท่องเที่ยวในประเทศ ซึ่งพร้อมจะจ่ายค่าบริการเฉลี่ยวันละ 500 บาท เน้น 3 สถานที่มีชื่อเสียงอย่างหัวหิน พัทยา และพระนครศรีอยุธยา ทำให้เป็นอีกโอกาสของตลาดด้านการท่องเที่ยวและบริการอีกด้วย
ขณะที่จำนวนแรงงานถูกกฎหมายที่อาศัยอยู่มากที่สุด คือ จ.สมุทรสาคร 15% กรุงเทพฯ 9% เชียงใหม่ 8% โดยส่วนใหญ่ทำอาชีพแรงงาน 36% ตามมาด้วยงานก่อสร้างและซ่อมแซมยานยนต์ ที่สำคัญมีรายได้เป็นรายวันและสัปดาห์ แต่ปัจจุบันชาวเมียนมามีทักษะแรงงานมากขึ้นทำให้กระจายไปในหลากหลายอาชีพ ตั้งแต่ล่ามภาษา บาริสต้า ไปจนถึงผู้จัดการโรงแรม ทำให้บางคนมีรายรับไม่ต่ำกว่าเดือนละ 2.5 หมื่นบาท
จากแนวโน้มดังกล่าว ทำให้โอกาสของสินค้าระดับสูงยังคงเปิดกว้างในตลาดนี้เช่นกัน ที่สำคัญซื้อของเป็นเงินสด นอกจากนี้ แรงงานส่วนใหญ่จบมัธยมศึกษากว่า 47% และประถมศึกษาอีก 35% โดยที่มีสัดส่วนคนโสดถึง 45% และอีก 30% มีครอบครัวแล้ว โดยมีอายุส่วนใหญ่อยู่ที่ 21-25 ปี และ 16-20 ปี นอกจากนั้นยังนิยมพักอยู่กับครอบครัวและนายจ้าง ขณะเดียวกันยังส่งเงินกลับบ้านเฉลี่ยปีละ 6 หมื่นล้านบาท
จากตัวเลขดังกล่าวถือเป็นโอกาสของเจ้าของสินค้า หรือนักการตลาดที่หวังเปลี่ยนเส้นทางเม็ดเงินที่แรงงานเมียนมาส่งกลับบ้านให้กลับมาหมุนเวียนในประเทศได้มากขึ้น







