
บราซิลสั่นสะเทือน สภาโหวตถอนผู้นำหญิง
วุฒิสภาบราซิลมีมติ 55 ต่อ 22 เสียง โหวตถอดถอนประธานาธิบดีหญิงออกจากตำแหน่ง พร้อมเดินหน้ากระบวนการสอบสวนข้อหาตกแต่งบัญชีรัฐ
วุฒิสภาบราซิลมีมติ 55 ต่อ 22 เสียง โหวตถอดถอนประธานาธิบดีหญิงออกจากตำแหน่ง พร้อมเดินหน้ากระบวนการสอบสวนข้อหาตกแต่งบัญชีรัฐ
สมาชิกวุฒิสภาของบราซิลมีมติ 55 ต่อ 22 เสียง หนุนการถอดถอน ประธานาธิบดี ดิลมา รุสเซฟฟ์ ออกจากตำแหน่ง หลังถกเครียดนานเกือบ 22 ชม. โดยแต่งตั้ง ไมเคิล ทีเมอร์ รองประธานาธิบดี ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศแทน ปิดฉากการปกครองประเทศโดยรัฐบาลพรรคแรงงานฝ่ายซ้ายที่ยาวนานถึง 13 ปีไปโดยปริยาย
หลังจากนี้ผู้นำหญิงคนแรกของประเทศต้องหยุดพักการปฏิบัติหน้าที่ราว 6 เดือนในระหว่างที่เริ่มกระบวนการสอบสวนข้อหาตกแต่งบัญชีของรัฐ เพื่อปกปิดงบประมาณขาดดุลจำนวนมหาศาลก่อนจะได้รับเลือกให้กลับเข้ารับตำแหน่งอีกครั้งในปี 2014
ในขั้นตอนสุดท้าย วุฒิสภาจะต้องมีมติ 2 ใน 3 หรือ 54 เสียง ในการถอดถอนรุสเซฟฟ์ออกจากตำแหน่งอย่างเป็นทางการ นับเป็นการถอดถอนผู้นำประเทศครั้งแรกในรอบ 24 ปี
ทั้งนี้ หลังจากรุสเซฟฟ์เข้ารับตำแหน่งเมื่อปี 2010 นั้น เธอได้รับการจัดอันดับให้เป็นผู้นำที่มีคะแนนนิยมอันดับต้นๆ ของโลก แต่ต่อมาความนิยมนี้เริ่มลดลงพร้อมกับเศรษฐกิจของประเทศที่ย่ำแย่ลง อัตราการว่างงานสูงขึ้น ตัวเลขเงินเฟ้อขยับเป็นสองหลัก จนในที่สุดบราซิลซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศบิ๊กโฟร์ที่มีระดับการพัฒนาของเศรษฐกิจใกล้เคียงกับจีน รัสเซีย อินเดีย หรือประเทศในกลุ่ม BRICS ต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยรุนแรงที่สุดในรอบหลายร้อยปี จนชาวบราซิลออกมารวมตัวกันประท้วงรัฐบาลหลายครั้ง
นอกจากนี้ ยังมีปัญหาคอร์รัปชั่นครั้งใหญ่ในบริษัทน้ำมันเปโตรบราสซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจยักษ์ใหญ่ในประเทศ ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างที่รุสเซฟฟ์นั่งตำแหน่งประธานบริหารในช่วงปี 2003-2010 โดยมีการกล่าวหาว่าผู้บริหารเปโตรบราส รวมทั้งคนสนิทของรุสเซฟฟ์ และอดีตประธานาธิบดี ลูอิส อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา รับสินบนจากบริษัทรับเหมาก่อสร้าง เพื่อแลกกับการได้ทำสัญญากับบริษัท โดยที่รุสเซฟฟ์มีส่วนรู้เห็นด้วย เพื่อนำเงินไปใช้การรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งของเธอ
อย่างไรก็ดี มีการคาดการณ์ว่าแม้การลงจากตำแหน่งของรุสเซฟฟ์จะช่วยให้บรรยากาศการลงทุนในประเทศกลับมาสดใสขึ้นและสร้างความเชื่อมั่นให้กับชาวบราซิล แต่ก็มีความกังวลว่า ปัญหาการคอร์รัปชั่นที่ยังไม่สามารถแก้ไขได้และความผิดหวังกับการเมืองของประชาชนอาจสร้างความลำบากให้กับทีเมอร์ที่จะมารับไม้ต่อจากรุสเซฟฟ์ เนื่องจากคะแนนนิยมในตัวเขาก็ลดลงไม่ต่างจากผู้นำหญิง โดยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนโดย Ipsos บริษัทสำรวจและวิจัยตลาดชื่อดัง พบว่า ชาวบราซิล 62% ไม่ต้องการให้เขาเป็นผู้นำประเทศ และ ทีเมอร์เองก็ยังอาจเผชิญชะตากรรมเดียวกับรุสเซฟฟ์จากข้อหาเดียวกันอีกด้วย
ภาพ : เอเอฟพี







