posttoday
เคาต์ดาวน์สู่ ประชาคมอาเซียน ใครเป็นคู่แข่ง ใครเป็นคู่ค้าสำหรับไทย

เคาต์ดาวน์สู่ ประชาคมอาเซียน ใครเป็นคู่แข่ง ใครเป็นคู่ค้าสำหรับไทย

08 สิงหาคม 2553

ความหวังในการก้าวสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community : AEC) อย่างเต็มตัวกำลังมาถึงในเวลาอันใกล้ หลังจากที่หลายฝ่ายตั้งตาคอยจะได้เห็นการรวมกันเป็น “ตลาดเดียว” ของกลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นการเปิดประตูให้กลุ่มประเทศสมาชิกสามารถเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ การลงทุน และแรงงานมีฝีมือได้อย่างเสรี

นับเป็นการเปิดกว้างและขยายขอบเขตความร่วมมือระหว่างกลุ่มอาเซียนอีกระดับ หลังจากที่เมื่อต้นปี 2553 ที่ผ่านมา ไทยและประเทศเพื่อนบ้านได้เริ่มประกาศใช้ข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน หรืออาฟตา ซึ่งกำหนดให้มีการลดภาษีขาเข้าสำหรับสินค้าต่างๆ ลงเป็น 0%

อย่างไรก็ตาม แม้การจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนจะเป็นนิมิตหมายที่ดีของกลุ่มอาเซียน ทว่าสิ่งหนึ่งที่หลายฝ่ายยังคงกังวลและตั้งคำถามสำหรับการนับถอยหลังเข้าสู่การผนึกกำลังในปี 2558 นี้ คือ ประเทศไทยพร้อมแล้วหรือยังที่จะก้าวอย่างสง่าผ่าเผยเข้าสู่สนามการค้านี้ ตลอดจนประเทศใดในอาเซียนที่จะเป็นกัลยาณมิตรหรือคู่แข่งคนสำคัญของประเทศไทย

หลากข้อข้องใจเหล่านี้ได้รับการสะท้อนมุมมองที่น่าสนใจในงานเสวนา “2558 ปีแห่งประชาคมอาเซียน : ใครเป็นคู่แข่ง ใครเป็นหุ้นส่วนของไทย” ซึ่งจัดขึ้นโดยกรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ

วิกรม กรมดิษฐ์ ประธานมูลนิธิอมตะ แสดงความคิดเห็นถึงการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนว่า เป็นโอกาสที่ดีของไทย เพราะไทยเองก็มีความพร้อมในหลายๆ ด้านอยู่แล้ว

ทั้งนี้ ประธานมูลนิธิอมตะ ได้ยกตัวอย่างถึงจุดเด่นของ “สยามประเทศ” ที่โดดเด่นเหนือกว่าประเทศเพื่อนบ้านอาเซียน อาทิ ทำเลที่ตั้งของประเทศไทย ซึ่งมีกรุงเทพฯ เป็นมหานครที่ตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ และเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค ทำให้การเดินทางไปมาในภูมิภาคเป็นไปอย่างรวดเร็ว

“หากจะมองให้เห็นภาพง่ายๆ ก็ลองเอาวงเวียนอันใหญ่มาปักไว้ที่กรุงเทพฯ จะพบว่าในรัศมีการบินเพียง 1 ถึง 1 ชั่วโมงครึ่งเท่านั้น เราก็สามารถบินไปยังเมืองหลวงสำคัญของหลายๆ ประเทศ ไม่ว่าจะเป็นพม่า เวียดนาม กัมพูชา หรือลาว ซึ่งนับเป็นข้อได้เปรียบของไทย” ประธานมูลนิธิอมตะ กล่าว

นอกจากจุดเด่นเรื่องทำเลทองแล้ว ไทยเองยังเรียกได้ว่าเป็นหน้าเป็นตาในเวทีนานาชาติ สังเกตได้จากสำนักงานใหญ่ระดับโลกอย่างองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยนั้น จัดได้ว่ามีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก ขณะเดียวกันประเทศไทยยังได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีสำนักงานการทูตมากที่สุดในภูมิภาคนี้

ทว่า อีกเสน่ห์สำคัญของไทยที่มองข้ามไม่ได้ คือ เรื่องของวัฒนธรรมและความภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์ชาติไทยที่ไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของชาติตะวันตก ตลอดจนนิสัยใจคอและนิสัยรักการบริการ (Service Mind) ก็เป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ที่ทำให้ “สยามเมืองยิ้ม” ของเรามีจุดขายที่ไม่เหมือนชาติอื่น

ด้วยเหตุนี้ ประธานมูลนิธิอมตะ จึงเห็นว่าประเทศไทยมีความพร้อมในทุกๆ ด้านที่จะก้าวเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียนในปี 2558 ทว่าก็ต้องไม่ลืมย้อนมองประเทศคู่แข่งที่น่ากลัวของไทยที่กำลังมาแรงในขณะนี้นั่นคือ เวียดนาม

“เวียดนามกำลังก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งในทุกด้านๆ ของไทย ทั้งนี้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาจะเห็นว่าตารางเดินทางของสายการบินต่างๆ เริ่มมีการเปิดเส้นทางบินตรงสู่เวียดนามมากขึ้น ทั้งที่ในอดีตไม่ว่าจะเดินทางไปไหนก็ต้องมาเปลี่ยนเครื่องที่สนามบินดอนเมืองหรือสุวรรณภูมิทั้งสิ้น ตลอดจนภาคอุตสาหกรรมเหล็กกล้าที่เวียดนามกำลังจะแซงหน้าไทยในไม่ช้า หากคนไทยยังมัวเล่นกีฬาสีทางการเมืองกันไม่เลิก ก็ยิ่งทำให้ประเทศไทยสูญเสียโอกาสในการแข่งขันไปเรื่อยๆ” ประธานมูลนิธิอมตะ กล่าว

ขณะที่ กวี จงกิจถาวร อดีตผู้อำนวยการสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งติดตามสถานการณ์เกี่ยวกับอาเซียนอย่างใกล้ชิด กลับไม่อยากให้ประเทศไทยมองว่าใครจะเป็นหุ้นส่วนหรือเป็นคู่แข่งในการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

กวี ให้เหตุผลว่า สนามการค้านี้แทบจะเรียกได้ว่าเป็นสนามการค้าของไทยที่ไม่มีใครเป็นคู่แข่ง เพราะความที่ไทยเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค สุดท้ายแล้วไม่ว่าชาติไหนก็ต้องส่งไม้ต่อมาให้ไทยอยู่ดี เปรียบเหมือนการวิ่งผลัด 150 เมตร ซึ่งต่อให้เพื่อนบ้านของเราลงสนาม แต่วิ่งได้ 50 เมตร ก็ต้องส่งไม้ต่อให้ไทยแล้ว เพราะว่าต้องอาศัยไทยเป็นสื่อกลางในการติดต่อเชื่อมโยงกันระหว่างภูมิภาค

อดีตผู้อำนวยการสถาบันเอเชียศึกษา ยังเปรียบเทียบประเทศไทยในขณะนี้ว่าเหมือนกับ “ตุ๊กตาล้มลุก” ที่แม้เหตุการณ์ต่างๆ จะพาให้ประเทศไทยล้มไปบ้าง แต่สุดท้ายก็ลุกขึ้นมาได้ หากแต่สิ่งที่ชี้วัดการเดินหน้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจครั้งนี้จะสำเร็จหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับวิสัยทัศน์ของประเทศ ที่นอกจากจะต้องวิเคราะห์ว่าดีหรือไม่แล้ว ที่สำคัญคือต้องมีความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบายด้วย

ส่วนการเตรียมความพร้อมเพื่อปรับตัวสู่การก้าวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนของไทยนั้น กวี เห็นว่าไทยไม่จำเป็นต้องปรับตัวอะไรมากนัก เพียงแต่เพิ่มการเรียนรู้ประเทศเพื่อนบ้านให้มากกว่านี้ เพราะต้องยอมรับว่าเวลานี้ไทยไม่ได้อยู่แบบโดดเดี่ยวอีกต่อไป แต่ยังมีประเทศเพื่อนบ้านที่เวลานี้เริ่มมีการพัฒนาในด้านต่างๆ มากขึ้น

อดีตผู้อำนวยการสถาบันเอเชียศึกษา ยังยกตัวอย่างชาติสมาชิกที่กำลังพัฒนาตัวเองอย่างโดดเด่น คือ เวียดนาม ซึ่งกวีมองว่าเหตุผลที่ทำให้เวลานี้เวียดนามกำลังรุกพัฒนาอย่างเต็มขั้นนั้น เป็นเพราะเวียดนามมีประวัติศาสตร์ที่ขมขื่น ผ่านอะไรมามากมาย กระทั่งหล่อหลอมให้คนในชาติกลายเป็นคนที่มุ่งมั่นและเต็มไปด้วยความหวัง

“ตอนนี้ประชาชนในกลุ่มอาเซียนยังมองความสัมพันธ์ระหว่างกันแบบทวิภาคี แทนที่จะมองในลักษณะเป็นประชาคม เพราะหลายคนคิดว่ากว่าจะเป็นประชาคมจริงๆ ก็ต้องปี 2558 ทว่าจริงๆ แล้วความรู้สึกเหล่านี้ควรเริ่มปลูกฝังให้เกิดขึ้นตั้งแต่ตอนนี้” กวี กล่าว

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลเองก็ต้องพยายามให้ความรู้กับประชาชนเกี่ยวกับเรื่องอาเซียนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการสอดแทรกเข้าไปในหลักสูตรการเรียนการสอนของนักเรียนและนักศึกษา

สอดคล้องกับความคิดเห็นของคุณหญิงลักษณาจันทร เลาหพันธุ์ นายกสมาคมอาเซียนประเทศไทย ซึ่งยอมรับว่าเส้นทางสู่เป้าหมายของการเป็นประชาคมอาเซียนแม้ว่าจะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะแม้ประเทศไทยจะมีจุดแข็งในหลายๆ ด้าน แต่ก็ยังมีจุดอ่อน เพียงแต่ต้องมองว่าประเทศไทยมีจุดอ่อนตรงไหนแล้วเอามาปรับปรุง เพื่อจะก้าวเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียนได้อย่างสวยงาม และก่อให้เกิดประโยชน์แก่ทุกฝ่ายทั้งภาครัฐและประชาชน

นอกจากนี้ นายกสมาคมอาเซียนประเทศไทย ยังกล่าวว่า ไม่อยากให้คนไทยคิดว่าอาเซียนเป็นเพียงเรื่องของรัฐบาล เพราะจริงๆ แล้ว “อาเซียน” เป็นเรื่องของพลเมืองไทยทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอีก 3 ปีข้างหน้า ที่จะเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนแล้ว ยิ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคนไทยทุกคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ส่วนประเด็นเรื่องเมื่อเข้าสู่ปี 2558 แล้วใครจะเป็นหุ้นส่วนหรือคู่แข่งสำคัญของไทยนั้น คุณหญิงลักษณาจันทร เห็นว่าทุกกิจการแม้แต่การทำธุรกิจภายในประเทศเองก็ย่อมมีทั้งคู่แข่งและหุ้นส่วนเหมือนกับการทำร้านอาหาร ถ้าร้านไหนมีเมนูยอดนิยมขึ้นมา สักพักก็จะมีร้านอื่นทำตามบ้างเป็นธรรมดา สำคัญที่ว่าเมื่อเกิดกรณีเช่นนี้ขึ้นเราจะทำอย่างไร

“อย่าไปกังวลว่าใครจะเป็นคู่แข่งหรือไม่ เพราะการที่เรามีคู่แข่งจะทำให้มีโอกาสที่จะพัฒนาสินค้าของตัวเองให้คุณภาพดียิ่งขึ้น เหมือนเราเรียนหนังสือ ถ้าคนเคยสอบได้ที่ 1 ทุกปี จู่ๆ มีคนมาแซงหน้าสอบได้ที่ 1 แทนเรา เราก็คงต้องพยายามมากขึ้นเพื่อทวงตำแหน่งตัวเอง หรืออย่างน้อยก็เพื่อรักษาระดับตัวเอง จะมีที่ 1 สองคนก็ไม่เป็นไร” นายกสมาคมอาเซียนประเทศไทย กล่าว

ขณะเดียวกันในการเป็นหุ้นส่วนกับประเทศใดก็ตามต้องรู้จักเลือกอย่างชาญฉลาด โดยมีแผนและมีการมองภาพที่ชัดเจน เพราะสินค้าที่ผลิตนั้นตลาดของเราไม่ได้เฉพาะอยู่เพียงแค่ในอาเซียนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงตลาดโลกด้วย

สำหรับประเด็นที่ว่าในอนาคตไทยจะสามารถเป็นแกนหลักของกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนได้หรือไม่นั้น คุณหญิงลักษณาจันทร แสดงความเห็นว่า ต้องวิเคราะห์ไปในแต่ละด้านว่าแต่ละประเทศมีจุดแข็งหรือความโดดเด่นในด้านใด อย่างไทยเราอาจจะเป็นแกนได้ในด้านสินค้าเกษตร ในฐานะที่ไทยเป็นที่ยอมรับว่าเป็นครัวโลก หลายประเทศซื้ออาหารจากไทย ขณะที่อินโดนีเซียซึ่งโดดเด่นด้านเชื้อเพลิงหรือพลังงาน ก็อาจจะเป็นแกนด้านเชื้อเพลิงและพลังงาน ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับว่าประเทศใดจะเป็นผู้นำในด้านใด ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ความร่วมมือหรือความเป็นพาร์ตเนอร์ระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนย่อมเกิดได้

“ในหนึ่งประเทศไม่จำเป็นต้องเก่งหรือเด่นไปเสียทุกสิ่งทุกอย่าง อะไรที่เราไม่มีหรือยังด้อย เราก็สามารถไปร่วมมือกับประเทศที่มีจุดเด่นในเรื่องนั้นๆ ได้” คุณหญิงลักษณาจันทร กล่าวทิ้งท้าย

เวลานี้คงถึงเวลาย้อนกลับมามองประเทศไทยในฐานะดาวเด่นของอาเซียนที่มีจุดเด่นในหลายด้านๆ มาตลอดกว่า 40 ปี ว่ามีความพร้อมเพียงใดต่อการก้าวสู่สนามการค้าครั้งนี้ ตราบที่ประเทศไทยยังคงติดบ่วงการเมืองที่ไร้เสถียรภาพ การคงไว้ซึ่งระบบภาษีที่ไม่เป็นมิตรกับนักลงทุนต่างชาติ ตลอดจนระบบการศึกษาที่ยังไม่ได้มาตรฐานสากล ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นตัวฉุดรั้งไม่ให้ไทยก้าวไปข้างหน้าได้เท่าทันหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจของไทย

กระทั่งในที่สุดประเทศไทยเองที่จะต้องเป็นฝ่ายพลาดพลั้งตกขบวนรถไฟขบวนนี้ เนื่องจากก้าวไม่ทันเพื่อนบ้าน และสุดท้ายพันธมิตรในอาเซียนของไทยก็จะกลายเป็นคู่แข่งตัวฉกาจไปโดยปริยาย

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์