
พิษโลกร้อนจมเกาะแปซิฟิก
น้ำทะเลสูงขึ้นทุกปีทำชายฝั่งหาย บริษัทน้ำมันหันลงทุนพลังงานสะอาดโพสต์ทูเดย์ - นักวิจัยเผยวิจัยยันผลกระทบโลกร้อนต่อชายฝั่งเป็นครั้งแรกจมเกาะชายฝั่งแปซิฟิกแล้ว 5 ท่วมอีก 6
น้ำทะเลสูงขึ้นทุกปีทำชายฝั่งหาย บริษัทน้ำมันหันลงทุนพลังงานสะอาดโพสต์ทูเดย์ - นักวิจัยเผยวิจัยยันผลกระทบโลกร้อนต่อชายฝั่งเป็นครั้งแรกจมเกาะชายฝั่งแปซิฟิกแล้ว 5 ท่วมอีก 6
กลุ่มนักวิจัยในออสเตรเลียเปิดเผยรายงานว่า มีเกาะขนาดเล็ก 5 เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิกจมลง เนื่องจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นและการกัดกร่อนตามแนวชายฝั่ง ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีรายงานทางวิทยาศาสตร์ยืนยันผลกระทบจากภาวะการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศต่อชายฝั่งแปซิฟิก
เกาะที่จมลงไปเป็นส่วนหนึ่งของหมู่เกาะโซโลมอน อยู่ห่างจากชายฝั่งทางตะวันออกเฉียงเหนือของออสเตรเลียออกไป 1,000 ไมล์ ซึ่งมีระดับน้ำทะเลสูงขึ้น 10 มิลลิเมตร ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา โดยทั้ง 5 เกาะดังกล่าวเป็นพื้นที่ไม่มีคนอยู่
นอกจากนี้ รายงานดังกล่าวยังระบุว่า มีเกาะอีก 6 เกาะที่เผชิญปัญหาน้ำทะเลสูงขึ้นจนท่วม รวมถึงบริเวณชายฝั่งของเกาะถูกน้ำทะเลกัดเซาะ ทำให้ต้องอพยพผู้คนออกจากเกาะและสร้างความเสียหายในหลายหมู่บ้านบนเกาะ
ขณะเดียวกัน สำนักข่าวบลูมเบิร์ก เปิดเผยว่า บรรดาบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่หลายแห่งเพิ่มการลงทุนสนับสนุนพลังงานสะอาดมากขึ้น โดย เอ็กซอนโมบิล เริ่มดำเนินการตรวจจับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากโรงงาน ขณะที่ โตตาล บริษัทน้ำมันในฝรั่งเศส เพิ่งประกาศซื้อพลังงานแบตเตอรี่เพิ่ม 1,100 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.88 หมื่นล้านบาท) ด้าน เอนบริดจ์ อิงค์ บริษัทขนส่งก๊าซและน้ำมันจากแคนาดาเพิ่มการลงทุนใน ดงเอนเนอร์จี ผู้ผลิตพลังงานลมในเดนมาร์กเป็นเงิน 218 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 7,690 ล้านบาท)
เจสัน บอร์ดอฟ กรรมการศูนย์นโยบายพลังงานโลกจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ระบุว่า บรรดาบริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านี้จะสามารถรักษาธุรกิจในระยะยาวได้ก็ต่อเมื่อสามารถสร้างความหลากหลายในการลงทุน ซึ่งทำให้ต้องหาแหล่งพลังงานที่มีการใช้ก๊าซคาร์บอนน้อยหลากหลายขึ้น
ทั้งนี้ มีการคาดการณ์กันว่าการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ทั่วโลกจะเพิ่มเป็น 2 เท่า ในสิ้นปี 2018 ขณะที่การใช้พลังงานลมจะเพิ่มขึ้นถึง 50%
อย่างไรก็ตาม การลงทุนพลังงานสะอาดก็ยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับขนาดอุตสาหกรรมปิโตรเลียม อย่างกรณีการซื้อพลังงานแบตเตอรี่ของโตตาล ยังถือว่าเป็นเพียงส่วนน้อยเมื่อเทียบกับมูลค่าตลาดของบริษัทที่อยู่ที่ 1.2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 42.33 แสนล้านบาท)







