
สหรัฐจับตาค่าเงิน 5 ชาติ ขึ้นบัญชีเฝ้าระวังการค้า
นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนของ 5 ประเทศเหล่านี้ อาจจะทำให้สหรัฐเสียเปรียบทางการค้า
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
กระทรวงการคลังสหรัฐ เปิดเผยรายงานประจำครึ่งปีว่า สหรัฐได้พิจารณาการดำเนินนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนของจีน ญี่ปุ่น เยอรมนี เกาหลีใต้ และไต้หวัน อยู่ในระดับเฝ้าระวัง โดยระบุว่านโยบายอัตราแลกเปลี่ยนของ 5 ประเทศเหล่านี้ อาจจะทำให้สหรัฐเสียเปรียบทางการค้า
ในรายงานนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนสำหรับประเทศคู่ค้าหลักของสหรัฐ ชี้ให้เห็นว่าการดำเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจของ 5 ประเทศข้างต้น เข้าข่ายพฤติกรรมการค้าที่ไม่เป็นธรรมตามกฎหมายทางการค้าของสหรัฐ ซึ่งบังคับใช้เมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ถึง 2 ใน 3 เกณฑ์การพิจารณา โดยหากมีประเทศใดตรงตามเกณฑ์ทั้ง 3 ข้อ สหรัฐจะเปิดพิจารณาใช้มาตรการลงโทษ โดยรัฐบาลอาจจะยกเลิกสัญญาและโครงการพัฒนาทางการเงินร่วมกันในบางส่วน
ภายใต้กฎหมายดังกล่าว เจ้าหน้าที่การคลังได้พัฒนาเกณฑ์ 3 อย่าง เพื่อใช้พิจารณาประเทศที่ดำเนินการค้าไม่เป็นธรรม ได้แก่ คู่ค้าที่มีดุลการค้าเกินดุลกับสหรัฐมากกว่า 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6.98 แสนล้านบาท) และคู่ค้าที่มีดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลมากกว่า 3% ของขนาดเศรษฐกิจในประเทศ รวมทั้งคู่ค้าที่มีการอ่อนค่าเงินผ่านการซื้อสินทรัพย์ต่างชาติเท่ากับ 2% ของจำนวนที่ผลิตได้หลายครั้งในรอบปี
กระทรวงการคลัง ระบุว่า จีน ญี่ปุ่น เยอรมนี และเกาหลีใต้ ถูกพิจารณาในรายชื่อเฝ้าระวังจากดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกินดุลมากกว่าที่เกณฑ์ดังกล่าวตั้งไว้ ขณะที่ไต้หวันมีดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล และมีการเข้าแทรกแซงเพื่อให้ค่าเงินอ่อนค่าลงติดต่อกันหลายครั้ง
นอกจากนี้ กระทรวงการคลัง ระบุว่า ต้องการความชัดเจนในเป้าหมายนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศของจีนมากกว่านี้ รวมทั้งความตั้งใจของจีนในการที่จะไม่อ่อนค่าเงินตัวเองเพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะช่วยให้ตลาดการค้าระหว่างประเทศมีเสถียรภาพมากยิ่งขึ้น โดยเมื่อปี 2015 ค่าเงินหยวนอ่อนค่าลงต่อเงินเหรียญสหรัฐ 4% แม้กระทรวงการคลังจะประเมินว่าจีนได้ขายสกุลเงินต่างประเทศไปถึงราว 4.8 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 16.7 ล้านล้านบาท) จากช่วงเดือน ส.ค.-มี.ค.ที่ผ่านมา
รายงานของกระทรวงการคลังฉบับครึ่งปีก่อนหน้ายังระบุว่า ค่าเงินหยวนของจีนยังมีค่าต่ำกว่าระดับความเป็นจริงที่เหมาะสมในระยะกลาง หลังจากที่ธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ปรับลดค่าเงินหยวน 3 ครั้งในเดือน ส.ค.ปีที่แล้ว พร้อมทั้งระบุว่าจีนควรจะควบคุมค่าเงินให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมกว่านี้ตามสถานการณ์จริง เพื่อสร้างความสมดุลในเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศ
ขณะที่รายงานดังกล่าวยังเสนอให้เยอรมนีซึ่งมีดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลมากที่สุดเป็นลำดับที่ 2 ของโลก ควรจะมุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจภายในกลุ่ม 19 ประเทศยูโรโซน ขณะเดียวกันก็ได้เสนอให้ไต้หวันจำกัดการแทรกแซงทางการเงินสำหรับสถานการณ์ที่จำเป็นเท่านั้น
อย่างไรก็ดี สำหรับเกาหลีใต้ รายงานดังกล่าวระบุว่า การขายสกุลเงินต่างประเทศเกือบ 2.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 9.08 แสนล้านบาท) จากครึ่งปีหลังของปีที่แล้ว เพื่อให้ค่าเงินวอนแข็งค่าขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าการแทรกแซงค่าเงินของเกาหลีใต้เปลี่ยนไปจากเดิมที่มุ่งอ่อนค่าเงินวอน ซึ่งจะทำให้เกาหลีใต้สามารถพัฒนาเศรษฐกิจให้พึ่งพาการส่งออกได้น้อยลง
ก่อนหน้านี้ สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐออกร่างกฎหมายที่เพิ่มมาตรการลงโทษที่หนักขึ้น เช่น การตั้งกำแพงภาษีสำหรับประเทศที่บงการค่าเงิน แต่ถูกคัดค้านจากรัฐบาลภายใต้ประธานาธิบดี บารัก โอบามา และทำให้ร่างกฎหมายดังกล่าวตกไปในที่สุด
นิโคลัส ลาร์ดี ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันปีเตอร์สันเพื่อเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ระบุว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐต่างไม่พอใจที่กระทรวงการคลังไม่เอาจริงมากพอ โดยขึ้นบัญชีบางประเทศที่มีพฤติกรรมเข้าข่ายเป็นผู้ที่บงการค่าเงิน ซึ่งทำให้ภาคการผลิตของสหรัฐเสียเปรียบ รวมทั้งส่งผลต่อแรงงานในอุตสาหกรรมการผลิตของสหรัฐและการออกกฎหมายเพื่อพิจารณาพฤติกรรมของคู่ค้าเป็นเกณฑ์ที่เฉพาะเจาะจงนี้ เป็นไปเพื่อลดอำนาจตัดสินใจของกระทรวงการคลัง
อย่างไรก็ตาม ในรายงานดังกล่าวกระทรวงการคลังได้สรุปไว้ว่า ยังไม่มีประเทศคู่ค้ารายสำคัญของสหรัฐที่ถูกจัดว่าเป็นผู้บงการค่าเงิน
ญี่ปุ่นส่งสัญญาณพร้อมแทรกแซงเยน
ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลัง ระบุว่า ญี่ปุ่นควรใช้ทั้งนโยบายการคลัง การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ และทุกนโยบายเพื่อกระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจ โดยเมื่อต้นเดืน เม.ย.ที่ผ่านมา
จาค็อบ หลิว รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ได้เรียกร้องให้ญี่ปุ่นมุ่งความสำคัญที่การกระตุ้นความต้องการภายในประเทศแทนการเน้นส่งออก หลังค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้นเกือบ 13% เมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ ตลอดช่วงต้นปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ดี กระทรวงการคลังสรุปว่า สถานการณ์ระหว่างตลาดแลกเปลี่ยนสกุลเงินเยนและเหรียญสหรัฐ ยังอยู่ในระดับที่เป็นไปตามกลไก พร้อมย้ำว่าญี่ปุ่นไม่ควรเข้าแทรกแซงค่าเงินเพื่อให้อ่อนค่าลง
ความเห็นดังกล่าวสวนทางกับที่ ทาโร อาโสะ รัฐมนตรีคลังของญี่ปุ่น ระบุต่อมาว่า มีความกังวลในการแข็งค่าขึ้นอย่างมากของค่าเงินเยน เมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ โดยขณะนี้ญี่ปุ่นกำลังจับตาตลาดอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีการเก็งกำไรในค่าเงินเยน และจะดำเนินมาตรการแทรกแซงเมื่อเห็นว่าเหมาะสม
ทั้งนี้ ค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้นอยู่ที่ 106.5 เยน/เหรียญสหรัฐ เมื่อวันที่ 29 เม.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นระดับสูงที่สุดในรอบ 18 เดือน หลังจากธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ช็อกตลาดโดยการประกาศคงมาตรการทางเศรษฐกิจทุกทาง







