posttoday
‘บรรษัทบริบาล’ หมัดเด็ดรุกตลาดพม่า

‘บรรษัทบริบาล’ หมัดเด็ดรุกตลาดพม่า

27 เมษายน 2559

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

การที่พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) ชนะการเลือกตั้งเมียนมาอย่างถล่มทลายเมื่อปลายปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นแล้วว่า ความนิยมในตัวพรรครวมถึงตัว “อองซานซูจี” เลขาธิการพรรค มีอยู่อย่างท่วมท้น

การบริหารประเทศโดยรัฐบาลพลเรือนชุดแรกในรอบกว่า 50 ปี กระตุ้นความสนใจและสามารถดึงดูดบรรดานักลงทุนต่างชาติได้อย่างล้นหลาม ส่งผลให้การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ปีงบประมาณ 2015/2016 ขยายตัวเป็นประวัติการณ์ที่ 9,400 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.3 แสนล้านบาท)

สิ่งหนึ่งที่บรรดานักลงทุนต่างชาติต้องคำนึงถึงก่อนตัดสินใจเข้ามาลงทุนในเมียนมา คือ การแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม หรือบรรษัทบริบาล (ซีเอสอาร์) โดยรัฐธรรมนูญของเมียนมาบัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่า การลงทุนต้องไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจรากฐานของประเทศ และต้องได้รับการยอมรับจากชุมชน ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวแตกต่างจากประเทศอื่นอย่างสิ้นเชิง

ณัฐพล ตันตระกูลทรัพย์ นักวิจัยจากสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวระหว่างงานสัมมนาวิชาการในหัวข้อ “ใครกุมอำนาจเมียนมา? อองซานซูจี หรือกองทัพ” ว่า ธุรกิจต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในเมียนมา และธุรกิจท้องถิ่น ต้องมีการปรับตัวที่มากกว่าเดิม โดยเฉพาะซีเอสอาร์ด้านสังคม การศึกษา ศาสนา และกีฬา เนื่องจากภาคประชาสังคมในเมียนมาขยายตัวขึ้นอย่างมาก

ณัฐพล ระบุด้วยว่า แนวคิดบรรษัทบริบาล หรือซีเอสอาร์ จะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของการลงทุนในเมียนมาระยะถัดไปอย่างแน่นอน โดยซีเอสอาร์ไม่เพียงสะท้อนความต้องการของประชาชนเท่านั้น แต่ยังสะท้อนการทำงานและดำเนินนโยบายของรัฐบาลด้วย

“สิ่งนี้เป็นลักษณะพื้นฐานที่มีความพิเศษไม่เหมือนประเทศอื่น เนื่องจากเมียนมามีฐานความหวาดระแวงต่างชาติเป็นทุนเดิม ซึ่งเป็นผลจากยุคล่าอาณานิคมที่ถูกกดขี่ ขูดรีด และเอาเปรียบ ดังนั้นรัฐบาลเมียนมาจึงมีท่าทีต่อการเข้ามาลงทุนของต่างประเทศในทำนองนี้” ณัฐพล กล่าว

ณัฐพล ยังคาดการณ์อนาคตเศรษฐกิจของเมียนมาว่า รัฐบาลจะเปิดพื้นที่ทางการเมืองและเศรษฐกิจให้กับเอกชนและภาคประชาสังคมมากขึ้น และกระแสบรรษัทบริบาลเป็นทิศทางสำคัญควบคู่กับการลงทุนที่ขยายตัว

“การปฏิรูปเศรษฐกิจเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของการเปลี่ยนผ่านจากระบอบเผด็จการเป็นระบอบประชาธิปไตย” ณัฐพล กล่าวย้ำ

สอดคล้องกับ สมาน เหล่าดำรงชัย นักวิจัยสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ยกตัวอย่างการเข้ามาลงทุนในเมียนมาของรัฐบาลและเอกชนจีน โดยเฉพาะเขื่อนมี้ตโสน (Myitsone) ที่ได้รับการคัดค้านจากภาคประชาสังคมในเมียนมาอย่างหนักจนต้องระงับโครงการดังกล่าว

รัฐบาลเมียนมาระบุว่า โครงการเขื่อนมี้ตโสนส่งผลกระทบอย่างมากต่อสิ่งแวดล้อมและที่อยู่อาศัยของประชาชน เนื่องจากเขื่อนมีขนาดใหญ่เทียบเท่าเกาะแมนฮัตตันของสหรัฐ มูลค่ากว่า 3,600 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.26 แสนล้านบาท) กำลังผลิต 6,000 เมกะวัตต์

นอกจากนี้ การก่อสร้างเขื่อนมี้ตโสนจะก่อให้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ ท่วมแหล่งโบราณคดีที่เชื่อว่าเป็นจุดกำเนิดอารยธรรมเมียนมา และผลักดันให้ชาวบ้านกว่า 1 หมื่นคน ต้องอพยพออกจากพื้นที่ อีกทั้งการสร้างเขื่อนกั้นลำน้ำอิรวดีกับลำน้ำสาขาจะส่งผลกระทบต่อการเกษตรปลายน้ำด้วย

เช่นเดียวกับ เหมืองทองแดง Latpadantaung ในเมืองโมนีวา ซึ่งเกิดจากการร่วมทุนระหว่างเอกชนจีนรายหนึ่งและ เมียนมา อีโคโนมิกส์ โฮลดิ้งส์(เอ็มอีเอชแอล) รัฐวิสาหกิจของกองทัพเมียนมาที่ได้รับการคัดค้านจากประชาชนอย่างหนัก เนื่องจากการดำเนินการโครงการดังกล่าวนำไปสู่การอพยพ 4 หมู่บ้าน จำนวน 442 หลังคาเรือน และยังส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะสารทองแดงที่มีความเป็นไปได้ที่จะปนเปื้อนในแม่น้ำใกล้เคียง

ด้าน นฤมล ทับจุมพล อาจารย์ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า บริบทความขัดแย้งในเมียนมาเปลี่ยนจากความขัดแย้งแบบสงคราม เป็นการพัฒนาและการลงทุน โดยเฉพาะการลงทุนภายใต้กฎหมายสิ่งแวดล้อมที่ยังไม่ชัดเจน และความเข้าใจผิดว่าพื้นที่ของผู้ลี้ภัยเป็นพื้นที่รกร้าง อาจกลายเป็นพื้นที่สัมปทานในการลงทุน

สำหรับบทบาทด้านการต่างประเทศของเมียนมาภายใต้รัฐบาลชุดใหม่นั้น เซาต์ไชน่ามอร์นิ่ง โพสต์ (เอสซีเอ็มพี) หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษในฮ่องกง รายงานว่า เมื่อวันที่ 22 เม.ย.ที่ผ่านมา อองซานซูจี ย้ำจุดยืนต่อนักการทูตจากสถานทูตกว่า 60 ประเทศ ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างเมียนมากับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) และประเทศอื่นทั่วโลก จะเป็นไปในรูปแบบความสัมพันธ์แห่งมิตรและผลประโยชน์ร่วมกัน

“เราต้องเรียนรู้เกี่ยวกับประเทศอื่นหากเราต้องการเป็นส่วนหนึ่งของโลก นี่คือนโยบายที่สำคัญที่สุดของเมียนมา เราต้องการเป็นส่วนหนึ่ง เราต้องการสร้างสัมพันธ์กับทั้งโลก ดังนั้นเราต้องการเรียนรู้จากทุกประเทศเพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างกัน” อองซานซูจี ระบุ พร้อมย้ำว่า ความขัดแย้งใดๆ แก้ไขได้ด้วยการเจรจาที่เคารพและเข้าใจ

สอดคล้องกับที่ ม.ล.พินิตพันธุ์ บริพัตรอาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า การเปลี่ยนผ่านจากรัฐบาลทหารเป็นรัฐบาลพลเรือน ส่งผลให้ไทยต้องหาตัวเชื่อมใหม่ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลการเมือง เศรษฐกิจ และข่าวกรอง เนื่องจากที่ผ่านมากองทัพเมียนมามีความสัมพันธ์และเครือข่ายกับรัฐบาลไทยอย่างดีมาโดยตลอด

ทั้งนี้ สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลชุดใหม่ย้ำชัดมาตลอด คือ การสร้างรัฐบาลที่ใสสะอาด เน้นการปราบปรามทุจริตคอร์รัปชั่น โดยสำนักข่าวซินหัวเปิดเผยว่า รัฐบาลเมียนมาประกาศห้ามคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งเครือญาติ ได้แก่ คู่สมรส ลูก ลูกเขย ลูกสะใภ้ และหลาน เป็นผู้ช่วยส่วนตัว ซึ่งมีเพียงข้าราชการเท่านั้นที่สามารถรับตำแหน่งดังกล่าวได้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท