
เล็งเฟดชะลอขึ้นดอกเบี้ย
คาดภาวะค่าแรงต่ำแม้ตลาดแรงงานขยายตัว ดึงเฟดชะลอขึ้นดอกเบี้ย ขณะที่นักลงทุนหวังญี่ปุ่นกระตุ้นเพิ่ม
คาดภาวะค่าแรงต่ำแม้ตลาดแรงงานขยายตัว ดึงเฟดชะลอขึ้นดอกเบี้ย ขณะที่นักลงทุนหวังญี่ปุ่นกระตุ้นเพิ่ม
นักวิเคราะห์ของรอยเตอร์ส เปิดเผยว่า แม้ตลาดแรงงานของสหรัฐจะขยายตัวดีขึ้น ทว่าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มแรงงานที่มีการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือต่ำกว่า ซึ่งทำให้ค่าแรงขยายตัวในระดับต่ำไปด้วย ซึ่งอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ตัดสินใจชะลอการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (เอฟโอเอ็มซี) วันที่ 26-27 เม.ย.นี้
ข้อมูลของกระทรวงแรงงานสหรัฐ เปิดเผยว่า พลเมืองสหรัฐที่มีการศึกษาอยู่ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือต่ำกว่า เข้าสู่ตลาดแรงงานเพิ่มขึ้น 1.4% เป็น 46.2% ของตลาดแรงงาน ในช่วงเวลา 6 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นระดับที่ใกล้เคียงกับช่วงก่อนภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในปี 2007-2009
แนวโน้มการเข้าสู่ตลาดแรงงานดังกล่าวยังสะท้อนการขยายตัวของเศรษฐกิจ แต่ก็อาจจะเป็นปัจจัยที่ทำให้การขยายตัวของค่าแรงอยู่ในระดับต่ำด้วยเช่นกัน ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่เฟดจะพิจารณาเป็นพื้นที่ในการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยไม่กระทบกับอัตราเงินเฟ้อ
ทั้งนี้ รายงานของนักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ เปิดเผยว่า ในช่วงที่เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย พลเมืองที่มีระดับการศึกษามัธยมปลายหรือต่ำกว่าจะเป็นผู้ที่ตกงานในสัดส่วน 4 ใน 5 ของการยกเลิกจ้างงาน ดังนั้นการกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานของกลุ่มแรงงานเหล่านี้อีกครั้ง จึงสะท้อนแนวโน้มเศรษฐกิจที่ดีขึ้น
ทางด้านหนังสือพิมพ์ นิกเกอิ เอเชียน รีวิว เปิดเผยว่า กองทุนกองทุนบำเหน็จบํานาญญี่ปุ่น ซึ่งเป็นกองทุนบำเหน็จบำนาญขนาดใหญ่ที่สุดในโลกด้วยมูลค่าสินทรัพย์ 1.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 45.75 ล้านล้านบาท) เตรียมดำเนินการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน (เฮดจิ้ง) เพื่อป้องกันความผันผวนของสินทรัพย์ในรูปของสกุลต่างชาติ โดยเฉพาะสกุลเงินยูโรและเงินเหรียญสหรัฐที่อาจจะได้รับผลกระทบจากค่าเงินเยนที่แข็งค่าขึ้น
ขณะเดียวกัน จัสติน ไนท์ นักวิเคราะห์จากธนาคารยูบีเอส ระบุว่า ค่าเงินเยนที่แข็งค่าขึ้นต่อเงินเหรียญสหรัฐอย่างมากตลอดช่วงต้นปีที่ผ่านมา ประกอบกับความกังวลต่อค่าเงินที่แข็งค่าขึ้นและแรงซื้อโลกที่อ่อนตัวลงในบรรดาภาคการผลิตและผู้ส่งออก จะเป็นปัจจัยกดดันให้ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ใช้มาตรการผ่อนคลายการเงินเพิ่มเติมในการประชุมวันที่ 27-28 เม.ย.นี้ เพื่อให้เป็นตามเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อที่ 2%
ขณะที่นักลงทุนยังคาดหวังว่าบีโอเจอาจจะพิจารณาใช้อัตราดอกเบี้ยติดลบสำหรับสินเชื่อบางประเภทกับสถาบันการเงิน เพื่อกระตุ้นภาคสินเชื่อเพิ่ม หลังจากได้ออกมาตรการดอกเบี้ยติดลบเพิ่มเติมอย่างไม่คาดฝันไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา
นอกจากนี้ ไนท์ คาดการณ์ว่า จะมีการดำเนินมาตรการอย่างเข้มข้นใน 3 วิธีการหลักเพื่อกระตุ้นทางการเงิน คือ การซื้อคืนสินทรัพย์ การใช้อัตราดอกเบี้ยติดลบเพิ่มเติม และปรับใช้อัตราดอกเบี้ยติดลบในส่วนของการให้สินเชื่อ







