
อินโดนีเซียไล่ตามฝัน ตั้งอาลีบาบาแห่งอาเซียน
อินโดนีเซียจะมีธุรกิจเทคโนโลยีที่สามารถมีมูลค่าทะลุ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นที่แรก ภายในปี 2016 นี้
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
ประธานาธิบดี โจโก วิโดโด หรือโจโกวี ของอินโดนีเซีย เดินทางเข้าเยี่ยมซิลิคอนวัลเลย์ ดินแดนเทคโนโลยีของโลก ในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐ เมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ทำให้บรรดานักวิเคราะห์ต่างมองว่า อินโดนีเซียกำลังจะเติบโตขึ้นในฐานะตลาดใหญ่สำหรับภาคเทคโนโลยีแห่งเอเชียเป็นลำดับถัดไป
ไฟแนนเชียล ไทมส์ รายงานอ้างยูโรมอนิเตอร์ บริษัทข้อมูลข่าวสารด้านธุรกิจจากกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ซึ่งประเมินว่า ตลาดอี-คอมเมิร์ซของอินโดนีเซียจะขยายตัวมากขึ้น 5 เท่า จาก 22.1 ล้านล้านรูเปียห์ (ราว 5.45 หมื่นล้านบาท) เมื่อปี 2015 เป็น 110.5 ล้านล้านรูเปียห์ (ราว 2.72 แสนล้านบาท) ในปี 2020 โดยผู้ใช้สมาร์ทโฟนกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วในอินโดนีเซีย ซึ่งมีประชากรมากถึง 250 ล้านคน
โทโกพีเดีย อี-คอมเมิร์ซรายใหญ่ของอินโดนีเซีย สามารถเพิ่มทุน 100 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3,510 ล้านบาท) จากซอฟต์แบงก์ กรุ๊ป บริษัทโทรคมนาคมและการสื่อสารสัญชาติญี่ปุ่น ในปี 2014 ในขณะที่ลิปโปกรุ๊ป ธุรกิจห้างสรรพสินค้าของอินโดนีเซีย ตบเท้าเข้าตลาดด้วยการเปิดตัวมาธาฮารีมอลดอทคอม ท้าทายอี-คอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ที่ครองตลาดอยู่อย่างลาซาดา ของ ร็อคเก็ต อินเทอร์เน็ต ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซจากเยอรมนี
ด้าน รูเดียนธารา รัฐมนตรีกระทรวงสื่อสารอินโดนีเซีย เปิดเผยว่า อินโดนีเซียจะมีธุรกิจเทคโนโลยีที่สามารถมีมูลค่าทะลุ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.51 หมื่นล้านบาท) เป็นที่แรก ภายในปี 2016 นี้
รูเดียนธารา ยืนยันจะดำเนินนโยบายต่างๆ เพื่อเข้าช่วยเหลือธุรกิจ เช่น การเร่งออกใบอนุญาตให้แก่ธุรกิจใหม่ และวางแผนที่จะปล่อยเงินทุนให้แก่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และธุรกิจอี-คอมเมิร์ซเกิดใหม่ 1.2 แสนล้านรูเปียห์ (ราว 290 ล้านบาท)
อุปสรรคยังขวางทางแซงอินเดีย-จีน
พาทริค วาลูโจ ผู้ร่วมก่อตั้ง นอร์ธสตาร์ กรุ๊ป บริษัทจัดการกองทุนหลักทรัพย์ที่มุ่งตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดเผยว่า แม้อินโดนีเซียจะมีศักยภาพสูง แต่ยังคงไม่สามารถเทียบได้กับจีนและอินเดีย
ไฟแนนเชียล ไทมส์ ระบุว่า แม้โทโกพีเดียจะเพิ่มทุนได้ 100 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3,510 ล้านบาท) แต่ก็ยังน้อยมากเมื่อเทียบกับฟลิปคาร์ท อี-คอมเมิร์ซของอินเดียที่สามารถเพิ่มทุนได้ 3,150 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.1 แสนล้านบาท) และในขณะที่ด้านอินโดนีเซียคาดจะมีบริษัทที่มีมูลค่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.51 หมื่นล้านบาท) มูลค่าตลาดของบริษัทยักษ์ใหญ่ของอินเดียก็อยู่ที่ราว 1.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5.26 แสนล้านบาท)
นอกจากนี้ ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซของอินโดนีเซียยังประสบกับอุปสรรคต่างๆ เช่น ต้นทุนในการขนส่งสินค้าสูง เนื่องจากภูมิประเทศของอินโดนีเซียมีลักษณะเป็นเกาะราว 1.7 หมื่นแห่ง ซึ่งขาดโครงสร้างพื้นฐาน และผู้บริโภคยังคงไม่ใช้จ่ายผ่านทางออนไลน์
ดีบีเอส แบงก์ของสิงคโปร์ ประเมินว่า ประชาชนอินโดนีเซียเพียง 2% เท่านั้นที่จับจ่ายสินค้าผ่านทางออนไลน์ เมื่อเทียบกับมาเลเซียที่ 50% และอี-คอมเมิร์ซของอินโดนีเซียยังมีสัดส่วนยอดขายน้อยกว่า 1% เมื่อเทียบกับร้านค้าปลีกอีกด้วย เนื่องจากชาวอินโดนีเซียยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยในการจับจ่ายสินค้าผ่านออนไลน์
ในขณะเดียวกัน อินโดนีเซียยังประสบกับการขาดแรงงานมีทักษะ และต้องพึ่งพาการนำแรงงานมีทักษะมาจากต่างประเทศ อย่างไรก็ตามทางการอินโดนีเซียเข้มกฎนำเข้าแรงงานมากขึ้น นอกจากนี้รัฐบาลอินโดนีเซียยังมีการกวดขันอินเทอร์เน็ต เช่น การแบนอีโมติคอนเพศทางเลือกบนแอพพลิเคชั่นแชตชื่อดังอย่างไลน์
ภาพ...เอเอฟพี







