
นักลงทุนจับตากฎหมายCLMV
เคพีเอ็มจี ชี้นักลงทุนทั้งไทย-เทศ จับตาการเปลี่ยนแปลงกฎหมายการลงทุน-ภาษีในซีแอลเอ็มวี
เคพีเอ็มจี ชี้นักลงทุนทั้งไทย-เทศ จับตาการเปลี่ยนแปลงกฎหมายการลงทุน-ภาษีในซีแอลเอ็มวี
นายวินิจ ศิลามงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เคพีเอ็มจี ประเทศไทย เปิดเผยว่า ในช่วงที่ผ่านมามีนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติจำนวนมากสอบถามถึงการเปลี่ยนแปลงกฎหมายด้านการลงทุนและภาษีของประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มประเทศกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม(ซีแอลเอ็มวี) ว่า จะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจเข้าไปลงทุนหรือไม่ รวมทั้งจะต้องบริหารจัดการอย่างไร
“การเปลี่ยนแปลงกฎหมายด้านการลงทุนและภาษีของซีแอลเอ็มวีนั้นเป็นความท้าทายอันดับต้นๆ ที่นักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติให้ความสำคัญและเฝ้าจับตาดูอยู่ โดยเฉพาะในอินโดนีเซียและเมียนมาที่มีความท้าทายมากที่สุด ซึ่งหวังว่าในอนาคตกัมพูชาจะไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงไปเช่นเดียวกับสองประเทศดังกล่าว” นายวินิจ กล่าว
ทั้งนี้ เคพีเอ็มจี มองว่า อินโดนีเซียมีความท้าทายในด้านกฎหมายต่างๆ เริ่มชะลอตัวลงและมีแนวโน้มที่จะปิดมากขึ้น จากเดิมที่เคยเปิดกว้างการลงทุน ทำให้ผู้ประกอบการหลายรายต้องหันกลับมาทบทวนการลงทุนใหม่ ขณะที่เมียนมามีความท้าทายในแง่ของการเปลี่ยนถ่ายของประเทศ ที่ยังมีบางส่วนปิดและบางส่วนที่เปิดกว้าง ส่งผลให้นักลงทุนต่างเฝ้าดูกฎหมายใหม่ที่จะออกมาเป็นอย่างไร
อย่างไรก็ดี นักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติส่วนใหญ่ยังสนใจที่จะเข้ามาลงทุนในตลาดซีแอลเอ็มวีอยู่ จากขนาดตลาดที่มีลูกค้าถึง 200 ล้านคน รวมถึงอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศในกลุ่มนี้ที่สูงกว่าเศรษฐกิจโลก ทำให้ซีแอลเอ็มวียังเป็นกลุ่มประเทศเป้าหมายในสายตานักลงทุนทั่วโลก โดยกลุ่มธุรกิจที่มีโอกาสในตลาดนี้ อาทิ ธุรกิจเกี่ยวกับผู้บริโภค ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ธุรกิจพลังงาน เช่น น้ำและไฟ ธุรกิจโรงพยาบาล โรงแรม และธุรกิจเฮลท์แคร์
นายวินิจ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ของไทย ส่วนใหญ่ชอบที่จะเข้าไปดูตลาดเพื่อนบ้านซีแอลเอ็มวี แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่เข้าไปลงทุน เนื่องจาก
เมื่อคำนวณทั้งเรื่องค่าแรง ค่าเช่า และค่าที่ดินแล้วถือว่ายังเป็นต้นทุนที่สูง จึงทำให้ส่วนใหญ่ตัดสินใจเข้าไปลงทุนอยู่ตามชายแดนมากกว่า ขณะที่สิทธิประโยชน์ด้านภาษีของไทยที่ให้ในการส่งเสริม
การลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนก็ยังไม่จูงใจเมื่อเทียบกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีในเขตเศรษฐกิจพิเศษของประเทศเพื่อนบ้าน จึงทำให้เห็นว่าการลงทุนในกลุ่มที่เป็นฐานการผลิตนั้น เริ่มหันไป
มองในประเทศเวียดนามและกัมพูชาแทนมากขึ้น







