
โลกทั้งรักทั้งชังทัวร์จีน
ภาพนักท่องเที่ยวชาวจีนแห่ใช้จานโกยกุ้งในบุฟเฟ่ต์โรงแรมไทย หรือโหนต้นซากุระภายในประเทศตัวเอง
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
ภาพนักท่องเที่ยวชาวจีนแห่ใช้จานโกยกุ้งในบุฟเฟ่ต์โรงแรมไทย หรือโหนต้นซากุระภายในประเทศตัวเอง ซึ่งกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในสื่อสังคมออนไลน์อาจฉายภาพที่แสดงให้เห็นถึงภาพลักษณ์ของนักท่องเที่ยวจีนส่วนหนึ่งที่มีมารยาทไม่เหมาะสม
เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นในไทยเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นทั่วโลก ตั้งแต่การสลักชื่อตัวเองเป็นภาษาจีนลงบนโบราณสถานของอียิปต์ ไปจนถึงการเบียดเสียดไร้ระเบียบวินัยและมารยาทที่ทำให้สวิตเซอร์แลนด์ต้องแยกชาวจีนไปใช้รถไฟอีกขบวนต่างหาก ซึ่งกระแสการวิพากษ์วิจารณ์นักท่องเที่ยวจีนเริ่มขยายตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2012 จนทางการจีนเองมีการออกคู่มือให้ชาวจีนปฏิบัติตาม ไปจนถึงการขึ้นบัญชีดำนักท่องเที่ยวที่ไปก่อเรื่องในต่างแดนเอาไว้
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีรายงานข่าวเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในหลายประเทศ ทว่าสิ่งหนึ่งที่ได้เกิดขึ้นตามมาด้วยก็คือ การออกนโยบายที่กีดกันหรือไม่ต้อนรับนักท่องเที่ยวจีน
เพราะรายได้จากการท่องเที่ยวถือเป็นส่วนที่สำคัญอย่างยิ่งในภาวะที่เศรษฐกิจโลกยังอ่อนแรงและเต็มไปด้วยปัจจัยเสี่ยง ขณะที่ชาวจีนเองก็ถือเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มสำคัญทั้งในแง่ของปริมาณ และการใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี เช่นที่ปรากฏในกลางปีที่แล้วว่า บริษัทเทียนส์ กรุ๊ป เช่าโรงแรม 140 แห่ง รวมกว่า 4,700 ห้อง เพื่อนำพนักงาน 6,400 คน ไปเที่ยวเมืองตากอากาศสุดหรูอย่าง นีซ ประเทศฝรั่งเศส มาแล้ว
ก่อนหน้านี้ หนังสือพิมพ์พีเพิลส์ เดลี ของจีน เปิดเผยว่า ไทยครองอันดับ 1 สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมในต่างประเทศของชาวจีน โดยในปี 2015 มีชาวจีนเดินทางมายังประเทศไทย 7.9 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 70% ตามด้วยเกาหลีใต้ที่เคยเป็นเบอร์ 1 ในปีที่แล้ว โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยวจีนลดลง 2% และญี่ปุ่นอยู่ในอันดับ 3 มีจำนวนนักท่องเที่ยวจีนเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าจากปีก่อนหน้า อยู่ที่ 5 ล้านคน
แน่นอนว่า ประเทศทั้ง 3 เหล่านั้นต่างได้รับประโยชน์จากชาวจีนท่ามกลางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทว่าก็จำเป็นต้องยอมรับพฤติกรรมของชาวจีนด้วยเช่นกัน โดยสำหรับญี่ปุ่น ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องการเคร่งครัดในมารยาทแล้ว คงต้องกุมขมับเลยทีเดียว เมื่อชาวจีนเข้าไปทิ้งขยะเกลื่อนกลาดและทำลายต้นซากุระ นอกจากนี้เมื่อเดือน ก.พ. 2015 ที่ผ่านมา แม่ชาวจีนยังอนุญาตให้ลูกเล็กปัสสาวะหน้าร้านขายของในย่านช็อปปิ้งดังอย่างกินซา
อย่างไรก็ตาม ยอดใช้จ่ายของชาวจีนในญี่ปุ่นกลับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยจากข้อมูลของสภาการเดินทางและการท่องเที่ยวโลก (ดับเบิ้ลยูทีทีซี) ยอดใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาท่องเที่ยวในญี่ปุ่นปี 2015 อยู่ที่ 3,110 ล้านล้านเยน (ราว 9.33 แสนล้านบาท) หรือคิดเป็น 3.4% ของการส่งออกทั้งหมด และคาดว่าจะพุ่งอีก 11.7% ในปี 2016
ร้านสะดวกซื้อรายใหญ่ ได้แก่ เซเว่นอีเลฟเว่น แฟมิลี่ มาร์ท และลอว์สัน ต่างพร้อมใจกันออกนโยบายใหม่รับบัตรเครดิตยูเนี่ยนเพย์ ในทุกสาขาทั่วประเทศเพื่อรองรับการใช้จ่ายของชาวจีน ซึ่งมีอัตราการใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนถึง 2,446 เหรียญสหรัฐ (ราว 8.63 หมื่นบาท)
จากข้อมูลของดับเบิ้ลยูทีทีซี เปิดเผยว่า นักท่องเที่ยวจีนใช้จ่ายมากถึง 2.15 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 7.56 ล้านล้านบาท) นอกประเทศจีน พุ่งขึ้นจาก 1.40 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.92 ล้านล้านบาท) ในปี 2014 ถึง 53% แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวลง ค่าเงินหยวนที่อ่อนค่าลง และตลาดหุ้นที่ร่วงลงแรงเมื่อปีก่อนไม่ได้กระทบต่อการมุ่งมั่นจะออกเดินทางท่องเที่ยวของชาวจีน
ความสำคัญของชาวจีนต่อการท่องเที่ยวจึงไม่สามารถแยกจากกันได้ โดยแต่ละประเทศที่ไขว่คว้าการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ก็ต้องยอมรับให้ชาวจีนเข้ามาในประเทศ แม้จะวิพากษ์วิจารณ์มารยาทของชาวจีนอย่างหนักก็ตาม โดยแต่ละชาติต่างก็หาทางรับมือกับนักท่องเที่ยวกลุ่มพิเศษในแต่ละรูปแบบต่างกันไป เช่น การแยกใช้ขบวนรถไฟในสวิตเซอร์แลนด์ หรือการเปิดห้างและพิพิธภัณฑ์เป็นรอบให้ชาวจีนโดยเฉพาะในกรุงปารีส เพื่อไม่ให้กระทบต่อคนในบ้านตัวเองและนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นๆ
เพราะแม้จะมีการกระทบกระทั่งทางความรู้สึกกันบ้าง ทว่าตราบใดที่ยังมองเห็นความคุ้มค่าของประเทศมากกว่า ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง นักท่องเที่ยวแดนมังกรจึงยังคงเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่ต้องให้การต้อนรับต่อไปอีกนาน







