
รายใหญ่ผลิตยางพาราเพิ่ม สวนทางราคาร่วง
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
ราคายางพาราร่วงลงอย่างต่อเนื่องถึง 75% นับตั้งแต่ปี 2011 ที่ผ่านมาจนถึงปี 2015 และร่วงลงไปแตะจุดต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2009 ในเดือน มี.ค.นี้ ท่ามกลางผลผลิตที่เพิ่มขึ้นในเอเชียและการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนที่กดดันแรงซื้อ
อย่างไรก็ตาม หนังสือพิมพ์วอลสตรีท เจอร์นัล รายงานว่า บรรดาผู้ผลิตรายใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่างผลิตยางพาราเพิ่มขึ้น โดยผู้ผลิตรายใหญ่ในมาเลเซียผลิตยางพาราเพิ่มขึ้น 7.5% ในปี 2015 เมื่อเทียบกับผู้ผลิตรายย่อยที่ผลิตเพิ่มขึ้นน้อยกว่า 1% ในขณะที่ผู้ผลิตรายใหญ่ในอินโดนีเซียผลิตเพิ่มขึ้น 2.5% ในปี 2014 ซึ่งเป็นปีล่าสุดที่ข้อมูลจากทางการเปิดเผย
เช่น ไซม์ ดาร์บี้ หนึ่งในผู้ผลิตยางพารารายใหญ่ของโลกจากมาเลเซีย วางแผนจะเพิ่มสัดส่วนผลผลิตยางพาราในพื้นที่เพาะปลูกจาก 2% เป็น 10% ในขณะที่ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี ผู้ผลิตรายใหญ่ของไทยกำลังเดินหน้าแผนการปลูกยางพาราราว 2.02 หมื่นต้น ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ปี 2009
นากีบ อับดุล วาฮับ จากไซม์ ดาร์บี้ เปิดเผยว่า ทางบริษัทพยายามปรับเปลี่ยนกลับไปปลูกยางพารา หลังจากที่หันไปใช้พื้นที่ปลูกต้นปาล์ม เนื่องจากได้ผลตอบแทนดีกว่า อย่างไรก็ตามความแห้งแล้งที่เกิดขึ้นยากต่อการปลูกพืชใหม่ ทางบริษัทจึงต้องหันกลับไปปลูกยางพารา
อย่างไรก็ตาม วอลสตรีท เจอร์นัล ระบุว่า การผลิตเพิ่มในเวียดนามน่าจะเสริมให้เกิดภาวะยางพาราล้นตลาด และมีแนวโน้มที่จะกระทบกับผู้ผลิตรายย่อยที่ไม่สามารถแข่งขันได้ในภาวะราคาตก โดย รอด เทย์เลอร์ ผู้อำนวยการการป่าไม้ จากองค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (ดับเบิ้ลยูดับเบิ้ลยูเอฟ) กล่าวว่า การขยายตัวในการปลูกพืชนับเป็นประโยชน์เช่นกัน หากมีการศึกษาอย่างครอบคลุมและมี
การช่วยเหลือด้านเทคนิค รวมถึงมีผลตอบแทนที่เหมาะสม
“แต่การปลูกพืชเพิ่มจะกลายเป็นการแย่ ถ้าทำให้รายย่อยต้องออกจากตลาด และทำให้รายย่อยยากที่จะแข่งขัน” เทย์เลอร์ กล่าว
ด้านรัฐบาลอินโดนีเซียประกาศซื้อยางพารา 5 แสนตัน จากเกษตรกรภายในประเทศ เพื่อสนับสนุนราคาด้วยการเพิ่มแรงซื้อ โดยคาดการณ์ว่าจะนำยางพาราเหล่านั้นใช้ในการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน ท่ามกลางราคายางที่ตกต่ำลง ซึ่งอินโดนีเซียถือเป็นผู้ผลิตรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก
นอกจากนี้ รัฐบาลอินโดนีเซียยังจะสนับสนุนให้สินเชื่อเกษตรกรที่กลับมาปลูกยางพารา 1 ล้านเฮกเตอร์ ระหว่างปี 2016-2019 อีกด้วย
เอลนินโญกระทบผลิตน้ำตาลหนัก
กรีนพูล บริษัทวิจัยโภคภัณฑ์ในออสเตรเลีย คาดการณ์ว่า จากปรากฏการณ์เอลนินโญก่อความแห้งแล้งในเอเชียทั้งไทย อินเดีย และจีน ส่งผลให้ผลผลิตน้ำตาลดิบในปี 2016-2017 นี้ จะขาดตลาดมากถึง 19% หรือคิดเป็นผลผลิต 4.95 ล้านตัน ซึ่งเป็นการขาดดุลทั่วโลกติดต่อกันเป็นปีที่ 2 หลังปีที่ผ่านมา ผลผลิตน้ำตาลขาดตลาด 6.65 ล้านตัน
“ความแห้งแล้งจากเอลนินโญสร้างผลกระทบต่อการปลูกอ้อยและลดผลผลิตในภาครวม ผลความแห้งแล้งจะยืนยาวต่อเนื่องในปี 2016-2017 เนื่องจากการปรับลดการปลูกพืช ลดการดูแลสุขภาพพืช และลดการดูแลพืช” กรีนพูล กล่าว
ก่อนหน้านี้ ราคาน้ำตาลดิบซื้อขายล่วงหน้าเดือน พ.ค. ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.4% เป็น 15.99 เซนต์ ที่ตลาดซื้อขายล่วงหน้าสหรัฐ สูงที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 25 พ.ย. 2014 และราคายังคงขึ้นอย่างต่อเนื่องจนไปแตะ 16.75 เซนต์ มากที่สุดนับตั้งแต่กลางเดือน ต.ค. 2014 ระหว่างการซื้อขายเมื่อวันที่ 23 มี.ค.ที่ผ่านมา ท่ามกลางปรากฏการณ์เอลนินโญลดความรุนแรงลงอย่างเชื่องช้า
ในขณะที่ภาพรวมแรงซื้อยังคงไม่เห็นภาพไปในทิศทางใดชัดเจน โดยอินโดนีเซียมีแนวโน้มที่จะเพิ่มการนำเข้าในปี 2016 นี้ หลังกระทรวงพาณิชย์อินโดนีเซีย เปิดเผยว่า จะอนุญาตให้มีการนำเข้าน้ำตาลดิบราว 9.68 แสนตัน ในช่วงไตรมาส 2 นี้ สำหรับอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มของอินโดนีเซียที่กำลังเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม การนำเข้าน้ำตาลของจีนซึ่งเป็นผู้บริโภครายใหญ่ที่สุดของโลกปรับลดลง 13.5% ในเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
โภคภัณฑ์แย่เทรดดิ้งเฮาส์รายได้ร่วง
มิตซุยแอนด์โค เทรดเดอร์รายใหญ่จากญี่ปุ่น เปิดเผยว่า อาจขาดทุนเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1947 ท่ามกลางราคาสินค้าโภคภัณฑ์อย่างพลังงานและเหล็กร่วงลงอย่างหนัก โดย มิตซุย ระบุว่า หากราคาน้ำมันตกลง 1 เหรียญสหรัฐ รายได้ของมิตซุยจะหายไปถึง 2,700 ล้านเยน (ราว 810 ล้านบาท)
ขณะเดียวกัน นิกเกอิ บิซิเนส เดลี เปิดเผยว่า มิตซูบิชิ คอร์ป อีกหนึ่งเทรดเดอร์รายใหญ่ของญี่ปุ่น เตรียมประกาศการขาดทุน 1.5 แสนล้านเยน (ราว 4.5 หมื่นล้านบาท) ในช่วง 1 ปี สิ้นสุด 31 มี.ค. ซึ่งเป็นครั้งแรกที่บริษัทจะขาดทุน
ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ซื้อขายล่วงหน้าปรับลง 61 เซนต์ เป็น 39.86 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ระหว่างการซื้อขายเมื่อวันที่ 24 มี.ค.ที่ผ่านมา และปรับลงแล้วราว 3% ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่ราคาน้ำมันดิบของสหรัฐปรับตัวลง 65 เซนต์ เป็น 39.14 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล หลังสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐ (อีไอเอ) เปิดเผยปริมาณน้ำมันคงคลังของสหรัฐแตะระดับที่สูงที่สุดในรอบ 86 ปี
ขณะเดียวกันค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นแตะจุดสูงสุดในรอบ 8 วัน โดยดัชนีค่าเงินเหรียญสหรัฐอยู่แข็งค่าขึ้นแล้ว 1.2% ตลอดสัปดาห์ และการแข็งค่าขึ้นในวันที่ 24 มี.ค.ที่ผ่านมา เป็นการแข็งค่าขึ้นติดต่อกันเป็นวันที่ 5 ซึ่งยาวนานที่สุดนับตั้งแต่เดือน เม.ย. 2015 หลังจากบรรดาคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เอฟโอเอ็มซี) ให้สัญญาณว่าอาจจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยถึง 2 ครั้งในปี 2016 นี้
เจมส์ บัลลาร์ด ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาเซนต์หลุยส์ ซึ่งมีสิทธิออกเสียงในเอฟโอเอ็มซี เปิดเผยว่า เฟดอาจจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างเร็วที่สุดในเดือน เม.ย.นี้ เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยการเปิดเผยดังกล่าวสอดคล้องกับ จอห์น วิลเลียมส์ ประธานเฟด
สาขาซานฟรานซิสโก และ เดนนิส ล็อกฮาร์ท ประธานเฟดสาขาแอตแลนตา อย่างไรก็ตาม วิลเลียมส์และล็อกฮาร์ทไม่มีสิทธิออกเสียงในเอฟโอเอ็มซี







