
ปิดฉากประชุมสภาจีน ลั่นเดินหน้าปฏิรูป ศก.เต็มสูบ
จีนยังมีช่องทางการขยายตัวทางเศรษฐกิจจากการพัฒนาอุตสาหกรรมและการพัฒนาเมือง
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
นายกรัฐมนตรี หลี่เค่อเฉียง ของจีน แถลงปิดการประชุมสภาประชาชน (เอ็นพีซี) พร้อมกับรับร่างแผนพัฒนาระยะเวลา 5 ปี ว่าเศรษฐกิจจีนจะไม่เผชิญกับการชะลอตัวทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง หรือฮาร์ดแลนดิ้ง หากจีนยังคงเดินหน้าปฏิรูปและเปิดกว้างเศรษฐกิจต่อไป โดยจีนยังมีช่องทางการขยายตัวทางเศรษฐกิจจากการพัฒนาอุตสาหกรรมและการพัฒนาเมือง ในขณะที่แหล่งขับเคลื่อนใหม่ คือ ภาคเอกชนและตลาดการเงินจะนำการขับเคลื่อนประเทศต่อไป
ขณะเดียวกัน หลี่เค่อเฉียง เชื่อมั่นว่าจีนจะสามารถจัดการกับการผลิตเกินในอุตสาหกรรมเหล็กและถ่านหินได้ โดยไม่กระทบกับเป้าหมายเศรษฐกิจที่ 6.5-7% ในขณะที่ยังแสดงความกังวลต่อปริมาณหนี้ที่เพิ่มขึ้นและโอกาสที่จะเกิดหนี้เสียในธนาคาร แต่ปริมาณหนี้ดังกล่าวยังอยู่ในระดับที่สามารถจัดการได้ จากการที่สถาบันการเงินต่างมีเงินทุนสำรองปริมาณมาก เช่นเดียวกับเงินฝาก
ก่อนหน้านี้ รอยเตอร์สรายงานอ้างแหล่งข่าวระบุว่า ธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) อยู่ระหว่างการแก้ไขกฎระเบียบเพื่อเปิดโอกาสให้บรรดาธนาคารพาณิชย์ในประเทศแปลงหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ของบริษัทเอกชนกับหุ้นของบริษัทนั้นๆ ได้
อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการกำกับดูแลกิจการสถาบันการเงินของจีน (ซีบีอาร์ซี) เปิดเผยว่า มาตรการดังกล่าวกำลังอยู่ระหว่างการศึกษาและไม่ง่ายอย่างที่สื่อรายงาน โดยจำเป็นต้องจัดการกับปัญหาทางเทคนิคต่างๆ เสียก่อน
ขณะเดียวกัน ไชน่า อินเตอร์เนชั่นแนล แคปปิตอล คอร์ป (ซีไอซีซี) ธนาคารเพื่อการลงทุนของจีน ประเมินว่า การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจสร้างความเสี่ยงให้เกิดหนี้ที่อาจจะสูญอีก 1.2 ล้านล้านหยวน (ราว 6.36 ล้านล้านบาท) จากสมมติฐานที่แต่ละแห่งจะปรับลดการผลิตลง 20% และเป็นเหตุผลหนึ่งที่จีนพยายามผลักดันนโยบายหุ้นแลกหนี้
ในด้านความสัมพันธ์กับต่างประเทศ หลี่เค่อเฉียง ระบุว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและจีนจะสามารถผ่านช่วงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐไปได้ แม้ โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้สมัครชิงตัวแทนจากพรรครีพับลิกัน ซึ่งมีแนวคิดต่อต้านจีน จะก้าวขึ้นมาใกล้จะได้เป็นตัวแทนพรรคเพื่อชิงตำแหน่งประธานาธิบดีก็ตาม
“ไม่ว่าชาวสหรัฐจะเลือกใครและใครจะได้เป็นประธานาธิบดี ผมเชื่อว่ากระแสหลักในการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างจีน-สหรัฐ จะไม่เปลี่ยนแปลง” หลี่เค่อเฉียง กล่าว
ในขณะที่ความสัมพันธ์ทางการค้ากับไต้หวันจะสามารถเดินหน้าต่อไปได้ หากไต้หวันมีการเมืองที่มีเสถียรภาพ เช่นเดียวกับด้านญี่ปุ่นที่หลี่เค่อเฉียง ระบุว่า ความสัมพันธ์มีความพัฒนา แต่ยังคงเปราะบาง ขณะที่ด้านฮ่องกง หลี่เค่อเฉียงเชื่อมั่นว่าจะสามารถผ่านพ้นปัญหาต่างๆ ด้านความขัดแย้งทางการเมืองไปได้
จีนชะลอตัวฉุดเศรษฐกิจสิงคโปร์
ธนาคารกลางสิงคโปร์ (เอ็มเอเอส) เปิดเผยผลสำรวจนักเศรษฐศาสตร์ คาดการณ์เศรษฐกิจสิงคโปร์จะปรับตัวลงจาก 2.2% เป็น 1.9% ในปี 2016 นี้ เมื่อเทียบกับการคาดการณ์ของกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมสิงคโปร์ (เอ็มทีไอ) ที่ 1-3% จากการร่วงลงของการค้า โดยเฉพาะเมื่อจีนซึ่งเป็นลูกค้ารายใหญ่ของสิงคโปร์กำลังประสบกับเศรษฐกิจชะลอตัว และคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจสิงคโปร์ปี 2017 จะขยายตัวได้ 2.5%
บรรดานักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่า การส่งออกสินค้าหลักที่ไม่ใช่น้ำมันของสิงคโปร์จะขยายตัว 0.2% ในปี 2016 นี้ ปรับลดลงจากคาดการณ์ก่อนที่ 1.5% และต่อเนื่องจากปี 2015 ที่หดตัวไปแล้ว 0.1%
จากผลสำรวจดังกล่าว คาดการณ์ว่าการผลิตจะหดตัว 2.7% แย่กว่าการคาดการณ์คราวก่อนที่หดตัว 1.2% ในขณะที่ภาคส่วนการเงินและประกันจะขยายตัวเพียง 3.6% ในปี 2016 นี้ ลดลงจากคาดการณ์ก่อนที่ 5.9% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มจะอยู่ที่เพียงติดลบ 1-0% เช่นเดียวกับอัตราเงินเฟ้อหลักที่ 0.5-1.5%
เด็กจบใหม่เกาหลีใต้เตะฝุ่นสูงสุดทุบสถิติ
สำนักงานสถิติแห่งชาติเกาหลีใต้ เปิดเผยตัวเลขอัตราว่างงานเดือน ก.พ. ปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 4.1% สูงที่สุดนับตั้งแต่เดือน ก.พ. 2010 ท่ามกลางบัณฑิตที่จบการศึกษามากมายที่ต้องตกงาน และเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง ประกอบกับเอกชนปิดทำการในช่วงตรุษจีนที่ผ่านมา
อัตราว่างงานสำหรับผู้มีอายุระหว่าง 15-29 ปี สูงถึง 12.5% ทำสถิติใหม่ โดย ซิมวอนโบ ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติเกาหลีใต้ กล่าวว่า เป็นผลมาจากการแข่งขันสูงในตลาดแรงงาน
ขณะเดียวกัน ยูอิลโฮ รัฐมนตรีคลังเกาหลีใต้ กล่าวว่า การชะลอตัวของเศรษฐกิจนอกประเทศ เช่น จีน ส่งผลต่อมุมมองเศรษฐกิจในประเทศ โดยการส่งออกปรับตัวลดลง 14 เดือนแล้ว
คาดอินโดนีเซียหั่นดอกเบี้ยเพิ่ม
ผลสำรวจของสำนักข่าวรอยเตอร์ส พบว่า นักเศรษฐศาสตร์ 13 คน จากทั้งหมด 22 คน คาดการณ์ธนาคารกลางอินโดนีเซีย (บีไอ) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มอีก 0.25% จาก 7% โดยในเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ดาร์มิน นาซูติออน รัฐมนตรีร่วมกระทรวงเศรษฐกิจอินโดนีเซีย ระบุว่า บีไอต้องการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเหลือ 4-5%
คาร์ทิโค เวียร์โจทโมโจ ผู้อำนวยการการเงินธนาคารมันดิรี ธนาคารที่มีสินทรัพย์มากที่สุดในอินโดนีเซีย กล่าวว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายของบีไอควรจะต้องต่ำลง เพื่อที่ธนาคารจะได้ลดอัตราดอกเบี้ยตาม โดยอัตราดอกเบี้ยนโยบายสามารถอยู่ที่ 5-6% หากอัตราเงินเฟ้อมีเสถียรภาพอยู่ที่ราว 4% เมื่อเทียบกับเดือน ก.พ. ที่อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 4.42%
ก่อนหน้านี้ อินโดนีเซียปรับลดอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้งรวม 0.50% ในปี 2016 นี้ พร้อมปรับลดอัตราเงินทุนสำรองของธนาคารพาณิชย์ ปลดล็อกให้ธนาคารพาณิชย์สามารถปล่อยกู้ได้เพิ่มมากถึง 52 ล้านล้านรูเปียห์ (ราว 1.4 แสนล้านบาท)







