
บีโอเจขอโทษแบงก์ เซอร์ไพรส์ดอกเบี้ยติดลบ
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานอ้างแหล่งข่าวว่า เจ้าหน้าที่จากบีโอเจเดินหน้าเข้าอธิบายและขอโทษบรรดาธนาคารพาณิชย์ ต่อกรณีการประกาศใช้อัตราดอกเบี้ยติดลบอย่างไม่คาดหมายเมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ในขณะที่นโยบายดังกล่าวส่งผลให้เกิดความร้าวฉานกับนายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ และกระทบต่อความน่าเชื่อถือของธนาคารกลาง ขณะที่ยังจำกัดการออกนโยบายเพิ่มเติมด้วย
รอยเตอร์สรายงานอ้างแหล่งข่าวใกล้ชิดอาเบะ ว่า นับตั้งแต่การใช้อัตราดอกเบี้ยติดลบ รัฐสภาเรียกคุโรดะเข้าไปอธิบายรายวัน และอาเบะก็ระบุว่า นโยบายดังกล่าวเป็นการตัดสินใจของธนาคารกลาง ไม่ได้เกี่ยวกับอาเบะ แม้อาเบะจะเคยชื่นชมคุโรดะเสมอมา
นอกจากนี้ แหล่งข่าวระบุว่า การใช้อัตราดอกเบี้ยติดลบยังกระทบกับความน่าเชื่อถือของบีโอเจ เนื่องจากบีโอเจยืนยันยังคงมีช่องทางกระตุ้นอยู่เสมอ แต่การใช้อัตราดอกเบี้ยติดลบดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงข้อจำกัดของการใช้นโยบายทางการเงินเพียงอย่างเดียว
ขณะเดียวกัน ผลจากการใช้อัตราดอกเบี้ยของบีโอเจยังจำกัดการออกนโยบายการเงินเพิ่มเติมในอนาคตอีกด้วย โดย มาซาฮิโกะ ชิบายามะ ที่ปรึกษาของอาเบะ เปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า ตลาดกำลังสับสน และบีโอเจควรศึกษาผลกระทบของอัตราดอกเบี้ยติดลบ และใช้ผลศึกษาในการตัดสินก้าวต่อไป
เฟดส่อชะงักไม่ขึ้นดอกเบี้ย
ตรงกันข้ามกับธนาคารกลางส่วนใหญ่ทั่วโลก ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กำลังพิจารณาตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ยในวันที่ 15-16 มี.ค.นี้ อย่างไรก็ตาม ตลาดกลับคาดการณ์ว่า เฟดจะยังไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้
เชน โอลิเวอร์ หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนและหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์เอเอ็มพี แคปปิตอล บริษัทลงทุนรายใหญ่จากออสเตรเลีย เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ จากคาดการณ์ของเฟด ค่ากลางการขึ้นดอกเบี้ยในปี 2016 นี้ จะอยู่ที่ 3 ครั้ง ครั้งละ 0.25% แต่จากสถานการณ์ต่างๆ แล้ว เฟดจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยใกล้เคียงกับที่ตลาดคาดเพียงอย่างมากสุด 1 ครั้งเท่านั้น
รอยเตอร์สรายงานว่า บรรดานักเศรษฐศาสตร์ต่างคาดการณ์หลังการประชุม เฟดจะแสดงท่าทีที่จะลดถอยการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปี 2016 นี้ เหลือ 2-3 ครั้ง โดยเฟดมีแนวโน้มแสดงความกังวลที่สะท้อนการร่วงลงของราคาน้ำมันและตลาดเมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา รวมถึงการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ท่ามกลางจีนและยุโรปที่ทำผลงานได้ไม่ดีนัก
อย่างไรก็ตาม เฟดไม่มีแนวโน้มจะแสดงความกังวลต่อเศรษฐกิจสหรัฐ โดยอัตราเงินเฟ้อมีเสถียรภาพและจากข้อมูลของเฟด สาขาดัลลาส ระบุว่า อัตราเงินเฟ้อปรับตัวขึ้นไปถึง 1.9% ใกล้เคียงกับเป้าหมายที่ 2% ในขณะที่อัตราว่างงานอยู่ที่ 4.9% ใกล้เคียงกับระดับที่เฟดเรียกได้เป็นการจ้างงานสมบูรณ์
หลี่เค่อเฉียงเตรียมแถลง 16 มี.ค.นี้
ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ของจีน เน้นย้ำระหว่างการประชุมเอ็นพีซีถึงความสำคัญของทฤษฎีและเทคโนโลยีนวัตกรรมในการเป็นกุญแจสำคัญสู่การยกระดับกองทัพและความมั่งคงของประเทศ โดยแผนพัฒนา 5 ปี ฉบับที่ 13 (2016-2020) มีความสำคัญต่อการพัฒนากองทัพให้เข้มแข็ง
การประชุมใหญ่สภาประชาชนแห่งชาติจีน (เอ็นพีซี) ใกล้จะสิ้นสุดลง โดยนายกรัฐมนตรีหลี่เค่อเฉียง มีกำหนดแถลงการณ์รวบยอดการประชุมครั้งนี้ในวันที่ 16 มี.ค.นี้ โดยสำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่า มีแนวโน้มที่จะเป็นแถลงการณ์เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ตลาดที่กำลังผันผวน และแผนการของจีนในการสร้างเสถียรภาพการขยายตัวทางเศรษฐกิจและจัดการกับปัญหาหนี้เสีย
คณะกรรมการการเงินของจีนอนุมัติข้อเสนอการจำกัดโควตาหนี้ของรัฐบาลท้องถิ่น ให้อยู่ที่ 17.2 ล้านล้านหยวน (ราว 91 ล้านล้านบาท) สำหรับปี 2016 นี้ จากสิ้นปี 2015 ที่อยู่ที่ 16 ล้านล้านหยวน (ราว 84 ล้านล้านบาท) โดยก่อนหน้านี้ คณะกรรมการกำกับดูแลกิจการสถาบันการเงินจีน (ซีบีอาร์ซี) ระบุว่า จะให้บรรดาธนาคารร่วมทุนจำกัดการปล่อยหนี้เสี่ยง โดยให้ใช้เครื่องมือจัดการความเสี่ยง เพื่อควบคุมปริมาณหนี้เสีย
ก่อนหน้านี้ โจวเสี่ยวฉวน ผู้ว่าการธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) เปิดเผยว่า ไม่มีความจำเป็นจะต้องใช้นโยบายทางการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้ถึงตามเป้าหมายที่ 6.5-7% และจะใช้นโยบายการเงินอย่างรอบคอบ หากไม่มีความผันผวนอย่างรุนแรงในตลาดการเงินหรือเศรษฐกิจ
ไอเอ็มเอฟย้ำความสำคัญนโยบายการเงิน
คริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เปิดเผยว่า นโยบายการเงินที่ใช้ในยามวิกฤต เช่น การใช้ดอกเบี้ยติดลบและคิวอียังคงมีความจำเป็นอยู่ หากใช้ยามอัตราเงินเฟ้อต่ำและควบคู่ไปกับการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ
“เศรษฐกิจต้องการนโยบายการเงิน แต่นโยบายการเงินไม่ใช่ทางแก้ปัญหาเดียว” ลาการ์ด กล่าว
อย่างไรก็ตาม รากุราม ราจัน ผู้ว่าการธนาคารกลางอินเดีย เปิดเผยว่า บรรดาธนาคารกลางควรมีเครื่องมือในการประเมินผลกระทบนโยบายการเงิน โดยเสนอให้ใช้เครื่องมือวัดผลกระทบตามไฟจราจร คือ เขียว เหลือง และแดง เพื่อตัดสินนโยบายการเงินสมควรใช้หรือควรหลีกเลี่ยง
ขณะเดียวกัน บรรดาธนาคารกลางในตลาดเกิดใหม่ต่างเรียกร้องให้มีการตรวจสอบนโยบายการเงินสุดตัวเช่นกัน โดยตลาดเกิดใหม่ต่างเผชิญกับผลของนโยบายการเงินในประเทศพัฒนาแล้ว เช่น เงินทุนไหลออกอย่างมหาศาลในช่วงที่เฟดส่งสัญญาณจะยกเลิกคิวอีในปี 2013







