
หวั่นตีกลับสินค้าไทย
ผู้ค้าไทยหวั่นสินค้ากลุ่มขายตรง-เครื่องสำอางทำผิดกฎหมาย ไร้ อย. โดนเมียนมาตีกลับ
ผู้ค้าไทยหวั่นสินค้ากลุ่มขายตรง-เครื่องสำอางทำผิดกฎหมาย ไร้ อย. โดนเมียนมาตีกลับ
นายสมเกียรติ ผู้มีชัยวงศ์ ประธานชมรมคลัสเตอร์การค้าไทย เปิดเผยว่า ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) จากไทย โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจขายตรงและเครื่องสำอางที่เข้าไปทำตลาดในเมียนมานั้น จำเป็นต้องให้ความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจตามกฎหมาย โดยเฉพาะการขอมาตรฐานสัญลักษณ์จากคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จากหน่วยงานรัฐบาลเมียนมาให้ถูกต้อง เพื่อป้องกันสินค้าถูกตีกลับ
ทั้งนี้ กฎหมายด้านการค้าต่างๆ ในเมียนมา โดยเฉพาะมาตรฐาน อย. รวมถึงขั้นตอนการทำธุรกิจด้านต่างๆ จะมีความเข้มงวดสูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง (ซีแอลเอ็มวี) ประกอบด้วย กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม
“ในเมียนมาจะมีข้อห้ามสารบางอย่างในตัวเครื่องสำอาง ซึ่งหากเจ้าของสินค้าไทยนำสินค้าที่ใช้ทั้งสูตรหรือบรรจุภัณฑ์เดิมที่อาจมีสารต้องห้ามบางรายการนำเข้าไปทำตลาด โดยไม่มี อย.เมียนมา เมื่อมีเจ้าหน้าที่รัฐมาตรวจสอบเจอ สินค้าทั้งหมดจะต้องถูกส่งกลับ ซึ่งสร้างความเสียหายทันที รวมถึงกลุ่มเวชภัณฑ์ วัคซีน บางประเภทด้วย” นายสมเกียรติ กล่าว
นอกจากอุปสรรคด้านกฎหมายแล้ว ยังมีปัญหาด้านการทำตลาดในประเทศที่เอสเอ็มอีไทยต้องอาศัยประสบการณ์ด้วย แม้ว่าจะสามารถนำสินค้าเข้าไปวางตลาดได้แล้ว เพราะอาจเจอปัญหาผู้บริโภคท้องถิ่นไม่กลับมาซื้อซ้ำได้เช่นกัน ซึ่งผู้ประกอบการจะต้องให้ความสำคัญด้านการตลาดมากขึ้น
ทั้งนี้ ยังเห็นว่าควรมีการจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้าไทยขึ้นในเมียนมา โดยนำร่องสินค้าไทยที่มีแบรนด์โดดเด่นเป็นที่รู้จักในตลาดเมียนมาอย่างน้อย 5 แบรนด์ขึ้นไป ผ่านการทำตลาดร่วมกับคู่ค้าธุรกิจที่มีความชำนาญในตลาดท้องถิ่น โดยไปพร้อมกับการให้ข้อมูลด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ที่มาจากประเทศไทยไปพร้อมกัน เพื่อสร้างความต่อเนื่องให้กับสินค้า
ขณะเดียวกัน ชมรมฯ ยังวางแผนรับมือการทำตลาดเชิงรุกในเมียนมา โดยปรับวิธีบริหารจัดการใหม่ ระหว่างผู้ประกอบการธุรกิจจากไทยและพันธมิตรในเมียนมา เพื่อขยายการทำตลาดร่วมกัน โดยเฉพาะการทำงานร่วมกับตัวแทนขาย (เอเยนต์) ท้องถิ่น ที่จะขยายความร่วมมือด้านต่างๆ ทั้งการตลาดและการขายมากขึ้น เพื่อให้ลูกค้าท้องถิ่นในแต่ละพื้นที่กลับมาซื้อซ้ำสินค้าจากไทย







