
ซูจีว่าราชการหลังม่าน ดันคนสนิท ‘ถิ่นจอ’ นั่ง ปธน.
อองซานซูจี เลขาธิการพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) เสนอชื่อ “ถิ่นจอ” วัย 69 ปี เป็นตัวแทนสภาผู้แทนราษฎรเมียนมา ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ ในขณะที่ทางวุฒิสภาเสนอชื่อ เฮนรี วัน เทียว หนึ่งในผู้นำชนกลุ่มน้อยจากรัฐชิน เข้าชิงตำแหน่งผู้นำคนใหม่ ส่วนพรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (ยูเอสดีพี) ของฝ่ายกองทัพ เสนอชื่อ คิมอ่องมวน และไซหมวกคำ ขึ้นชิงตำแหน่งดังกล่าว ที่จะเลือกอย่างเป็นทางการในวันที่ 17-18 มี.ค.นี้ ก่อนเข้ารับตำแหน่งในวันที่ 31 มี.ค.
อองซานซูจี เลขาธิการพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) เสนอชื่อ “ถิ่นจอ” วัย 69 ปี เป็นตัวแทนสภาผู้แทนราษฎรเมียนมา ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ ในขณะที่ทางวุฒิสภาเสนอชื่อ เฮนรี วัน เทียว หนึ่งในผู้นำชนกลุ่มน้อยจากรัฐชิน เข้าชิงตำแหน่งผู้นำคนใหม่ ส่วนพรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (ยูเอสดีพี) ของฝ่ายกองทัพ เสนอชื่อ คิมอ่องมวน และไซหมวกคำ ขึ้นชิงตำแหน่งดังกล่าว ที่จะเลือกอย่างเป็นทางการในวันที่ 17-18 มี.ค.นี้ ก่อนเข้ารับตำแหน่งในวันที่ 31 มี.ค.
อย่างไรก็ตาม จากการที่เอ็นแอลดีครองเสียงส่วนใหญ่ในสภา ถิ่นจอ จึงมีโอกาสได้เป็นประธานาธิบดีมากที่สุด โดยสำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า ถิ่นจอเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับอองซานซูจี ซึ่งประกาศชัดเจนจะเป็นผู้อยู่เบื้องหลังประธานาธิบดี เนื่องจากเป็นผู้มีความรู้ทางเศรษฐกิจ ในขณะที่ ซูซูวิน ภรรยาของถิ่นจอ เป็นบุตรสาวของโฆษกพรรคเอ็นแอลดีที่ได้รับการเคารพนับถืออย่างมาก
นอกจากนี้ ซูจียังสามารถครองตำแหน่งที่ปรึกษาได้อย่างที่อดีตประธานาธิบดี ลีกวนยิว ของสิงคโปร์ ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาคณะรัฐมนตรีหลังพ้นตำแหน่ง ขณะที่หลายฝ่ายต่างเก็งว่า อองซานซูจีจะหันเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ ซึ่งจะทำให้ซูจีได้เก้าอี้ในสภาความมั่นคงและการป้องกันประเทศ (เอ็นดีเอสซี)
เอ็นดีเอสซี เป็นสภาที่มีอำนาจในการประกาศภาวะฉุกเฉิน เพื่อให้ทหารสามารถจับกุมเจ้าหน้าที่ทุกระดับในรัฐบาลทั้งฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ ในขณะที่ตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศก็เป็นตำแหน่งสำคัญในฐานะเจ้าหน้าที่ทางการทูตสูงสุดของประเทศ และจะช่วยให้เมียนมาสานสัมพันธ์กับต่างชาติได้ง่าย
เศรษฐกิจ-สังคมยังคงท้าทาย
เว็บไซต์ข่าวสารธุรกิจอีโคโนมีวอตช์ เปิดเผยว่า ยังมีความกังวลเกี่ยวกับอำนาจของรัฐบาลใหม่ เนื่องจากกองทัพที่ยังคงครองกระทรวงสำคัญอย่างมหาดไทยและกลาโหม ในขณะที่ยังต้องจัดการกับความขัดแย้งของชนกลุ่มน้อย และยังมีความกังวลต่อรายได้ประชากร ซึ่งประชากรยากจนที่มีรายได้น้อยกว่าวันละ 1 เหรียญสหรัฐ (ราว 35 บาท) มีมากถึง 80% รวมถึงด้านการศึกษา ซึ่งกฎหมายปฏิรูปการศึกษายังคงติดอยู่ในรัฐสภาจากการเลือกตั้งเมื่อเดือน พ.ย.
ปัญหาเศรษฐกิจที่พึ่งพาการลงทุนต่างชาติยังคงเป็นที่กังวล เนื่องจากเมียนมาติดอยู่ระหว่างการปกป้องสิ่งแวดล้อมและการดึงต่างชาติเข้าลงทุน โดยเมื่อ
วันที่ 24 ธ.ค. 2015 เมียนมาผ่านกฎหมายเหมืองฉบับแก้ไข ที่อุดช่องว่างความกังวลของนักลงทุนต่างชาติ เช่น การเพิ่มสัดส่วนผลผลิตที่อนุญาตและการเปิดให้มีการร่วมทุนกับต่างชาติ อย่างไรก็ตามต่างชาติยังคงกังวลเมียนมาจะออกกฎหมายสิ่งแวดล้อมตามมา
นอกจากนี้ เมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา เมียนมาผ่านกฎหมายอนุญาโตตุลาการ ซึ่งมีผลบังคับใช้ให้นักลงทุนต่างชาติสามารถตั้งอนุญาโตตุลาการได้ รวมถึงกฎหมายคอนโดมิเนียมที่อนุญาตให้ต่างชาติสามารถเป็นเจ้าของคอนโดมิเนียมได้มากกว่า 40% ของยูนิต อย่างไรก็ตามยังมีความกังวลด้านการบังคับใช้กฎหมาย







