
อีซีบีตกที่นั่งลำบาก
ตลาดต่างคาดการณ์การกระตุ้นเพิ่มจากธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) หลังการประชุมวันที่ 10 มี.ค.นี้ ทั้งการขยายมูลค่าการซื้อคืนพันธบัตร ซึ่งเป็นรูปแบบของนโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) และปรับลดอัตราดอกเบี้ยให้ติดลบมากขึ้นจากเดิมที่ติดลบ 0.3%
ตลาดต่างคาดการณ์การกระตุ้นเพิ่มจากธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) หลังการประชุมวันที่ 10 มี.ค.นี้ ทั้งการขยายมูลค่าการซื้อคืนพันธบัตร ซึ่งเป็นรูปแบบของนโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) และปรับลดอัตราดอกเบี้ยให้ติดลบมากขึ้นจากเดิมที่ติดลบ 0.3%
โมฮัมเหม็ด เอล-อีเรียน คอลัมนิสต์ของบลูมเบิร์กและหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์อลิแอนซ์ บริษัทการเงินรายใหญ่ในยุโรป แสดงทัศนะว่า อีซีบีจะเดินหน้าใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างแน่นอน แต่ปัญหาคืออีซีบีจะจัดการกับความเสี่ยงที่นโยบายการเงินจะส่งผลกระทบในทางตรงกันข้ามอย่างที่ญี่ปุ่นประสบได้อย่างไร
เอล-อีเรียน ระบุว่า นโยบายของอีซีบีในวันนี้ มีแนวโน้มเป็นนโยบายที่สร้างผลกระทบต่อค่าเงินและราคาสินทรัพย์การเงินระยะสั้น โดยนโยบายดังกล่าวจะเป็นนโยบายที่ช่วยให้ค่าเงินยูโรอ่อนค่าลง ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการส่งออก รวมถึงช่วยสนับสนุนตลาดหุ้นของยุโรปที่ทำผลงานได้แย่ และเพิ่มการใช้จ่ายของผู้บริโภค
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบในระยะสั้นจะหมดไปอย่างรวดเร็ว ยกเว้นแต่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายในหมู่ประเทศยูโรโซน ให้เลิกพึ่งพิงธนาคารกลางอย่างอีซีบี และหันไปผลักดันนโยบายการปฏิรูปโครงสร้างให้เอื้อต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ รวมถึงกระตุ้นแรงซื้อ จัดการกับหนี้สิน และส่งเสริมเศรษฐกิจระดับภูมิภาคและการสร้างโครงสร้างทางการเงินระหว่างประเทศ
นอกจากนี้ นโยบายการเงินของอีซีบียังคงมีความเสี่ยง อย่างที่ เบน เบอร์แนนคี อดีตผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เคยกล่าวไว้ว่า ผลประโยชน์ของนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายนั้นมาพร้อมต้นทุนและความเสี่ยง
ก่อนหน้านี้ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) สร้างความตื่นตะลึงให้แก่ตลาดด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยสู่แดนลบเป็นครั้งแรก ซึ่งควรจะส่งผลให้ค่าเงินเยนอ่อนค่าลงและให้ตลาดหลักทรัพย์ปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่ค่าเงินเยนกลับแข็งค่าขึ้นแทน เช่นเดียวกับการเทขายหุ้นญี่ปุ่นทิ้ง สร้างความไม่พอใจให้แก่สภาญี่ปุ่นที่ต้องการคำตอบว่า เหตุใดนโยบายดังกล่าวจึงได้ผลในทางตรงกันข้าม และต้องการหลักฐานที่ครัวเรือนนำเงินไปลงทุนจริง
เอล-อีเรียน ระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นเครื่องเตือนใจต่อการใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย เนื่องจากไม่ก่อให้เกิดผลที่ดีในระยะใกล้และสร้างความยุ่งยากที่ไม่ง่ายเลยที่จะควบคุม โดยเฉพาะเมื่อนโยบายดังกล่าว คือ การใช้ดอกเบี้ยติดลบ







