
จีนอัดงบหนุนสตาร์ทอัพ เน้นนวัตกรรมขับเคลื่อนศก.
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
ซีโร่ทูไอพีโอ บริษัทข้อมูลภาคอุตสาหกรรมธุรกิจร่วมทุนและหุ้นนอกตลาดในจีน เปิดเผยว่า ในปี 2015 รัฐบาลจีนทุ่มงบประมาณลงทุนเทคโนโลยีสตาร์ทอัพในประเทศกว่า 3.7 ล้านล้านหยวน (ราว 20.09 ล้านล้านบาท) ซึ่งเป็นความพยายามอย่างหนึ่งของทางการจีนในการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านธุรกิจนวัตกรรม และลดการพึ่งพาอุตสาหกรรมหนัก
จากข้อมูลของพรีคิน บริษัทวิจัยการตลาดในอังกฤษ พบว่า จำนวนเงินที่ทางการจีนทุ่มในธุรกิจสตาร์ทอัพมีมูลค่าสูงที่สุดในโลก และมากกว่างบประมาณสนับสนุนธุรกิจร่วมทุนและธุรกิจสตาร์ทอัพทั่วโลกรวมกันถึง 5 เท่า นอกจากนี้ตั้งแต่ปี 2014 ทางการจีนได้จัดตั้งศูนย์บ่มเพาะทางธุรกิจสตาร์ทอัพกว่า 1,600 แห่งทั่วประเทศ
อู๋ชิง นักวิจัยจากศูนย์วิจัยการพัฒนาประจำคณะรัฐมนตรีจีน (ดีอาร์ซี) กล่าวกับหนังสือพิมพ์แห่งพรรคคอมมิวนิสต์ยุวชน (ซีวายดี) ว่า รัฐบาลต้องการช่วยเหลือทางการเงินกับสตาร์ทอัพที่มีความเสี่ยงสูง เนื่องจากบรรดานักลงทุนเอกชนส่วนใหญ่หันไปลงทุนในบริษัทอื่นที่ผลตอบแทนดีกว่า
ด้าน แกรี่ รีสเชล ผู้ก่อตั้ง ฉีหมิง เวนเจอร์ พาร์ตเนอร์ส ธุรกิจร่วมทุนรายใหญ่ในจีน ระบุว่า การคิดว่าเงินจำนวนมหาศาลจะช่วยขับเคลื่อนนวัตกรรมได้นั้นเป็นความคิดที่ผิด ซึ่งสิ่งที่รัฐบาลควรทำคือเปิดเสรีภาพทางข้อมูล และพัฒนาระบบการศึกษาเพื่อกระตุ้นให้เกิดผู้ประกอบการมากขึ้น
“เป็นความคิดที่เพ้อฝันมากว่าการหยิบยื่นเงินให้ทุกคนจะก่อให้เกิดผู้ประกอบการ แต่สำหรับผู้ประกอบการที่ขาดประสบการณ์หรือทุจริตนั้น มีแนวโน้มที่จะทำกำไรได้น้อย ซึ่งผลที่ตามมาคือรัฐบาลจะขาดทุน” รีสเชล ระบุ
ก่อนหน้านี้ จีนเปิดเผยแผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปี ประกอบด้วยการหันมาผลักดันนวัตกรรม และจะผลักดันให้เป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 60% ภายในปี 2020
IMF-OECD เตือน ศก.โลกแย่
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เตือนเศรษฐกิจโลกเจอความเสี่ยง โดยการปรับตัวลดลงของการค้าโลกและการไหลของเงินทุน หลังจากการส่งออกของจีนที่หดตัวลงแย่ที่สุดในรอบ 7 ปี พร้อมแนะผู้กำหนดนโยบายทุกประเทศเร่งกระตุ้นแรงซื้อ
เดวิด ลิปตัน รองผู้อำนวยการไอเอ็มเอฟ ระบุว่า ขณะนี้เศรษฐกิจโลกกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ดังนั้นรัฐบาลทั่วโลกจำเป็นต้องรับมือกับการขยายตัวที่ชะลอตัว และความผันผวนที่เกิดขึ้นในตลาดการเงินและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะเศรษฐกิจจีนที่ได้รับผลกระทบจากภาคการส่งออกที่หดตัว
ไฟแนนเชียล ไทมส์ ระบุว่า ท่าทีดังกล่าวของไอเอ็มเอฟสะท้อนความกังวลต่อภาพรวมเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มว่าจะชะลอตัวอีกในอนาคต และอาจปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจปี 2016 ลงในรายงานภาพรวมเศรษฐกิจโลกเดือน เม.ย. หลังเมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ไอเอ็มเอฟได้หั่นคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปี 2016 ลง 0.2% จาก 3.6% เป็น 3.4%
ลิปตัน กล่าวด้วยว่า ความเสี่ยงเศรษฐกิจขาลงมีแนวโน้มจะเป็นจริง หากรัฐบาลแต่ละประเทศล้มเหลวในการกระตุ้นแรงซื้อ โดยเฉพาะในตลาดการเงิน เนื่องจากรัฐบาลแต่ละประเทศเริ่มหมดแรงกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว อย่างไรก็ดี การใช้นโยบายการคลัง นโยบายการเงิน และการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจ อาจช่วยฟื้นเศรษฐกิจโลกได้
สอดคล้องกับองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) ที่เตือนว่า เศรษฐกิจในประเทศพัฒนาแล้วอย่างอังกฤษ สหรัฐ แคนาดา เยอรมนี และญี่ปุ่น อาจชะลอตัว หลังดัชนีชี้นำทางเศรษฐกิจหดจาก 99.7 จุด ในเดือน ธ.ค. เป็น 99.6 จุด ในเดือน ม.ค. ซึ่งตัวเลขต่ำกว่า 100 จุด สะท้อนสัญญาณเศรษฐกิจที่ชะลอตัวกว่าปกติ







