
เอกชนญี่ปุ่นมั่นใจศก.ไทยสดใส
หวั่นปัญหา
‘มาบตาพุด’ฉุดความเชื่อมั่นจี้รัฐเร่งมือเดินหน้าแก้ไขโพสต์ทูเดย์ — บริษัทร่วมทุนญี่ปุ่นมั่นใจเศรษฐกิจไทยเติบโต แต่ความรวดเร็วในการจัดการกรณีมาบตาพุดอาจลดความเชื่อมั่นนักลงทุนเมื่อวันที่ 30 ก.ค.ที่ผ่านมา มูเนโนริ ยามาดะ ประธานกรรมการวิจัยทางเศรษฐกิจ หอการค้าญี่ปุ่นกรุงเทพฯ (เจซีซี) เปิดเผยผลการสำรวจแนวโน้มทางเศรษฐกิจของบริษัทร่วมทุนญี่ปุ่นในประเทศไทยประจำครึ่งปีแรกของปี 2553 ซึ่งปรากฏว่า 74% ของบริษัทมีสภาพธุรกิจปรับตัวดีขึ้น ซึ่งเมื่อเทียบกับช่วง 6 เดือนหลังของปี 2552 แล้ว ทิศทางของธุรกิจมีแนวโน้มที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ จากผลการสำรวจบริษัทส่วนใหญ่ยังคาดว่าในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2553 ยังมีแนวโน้มการขยายตัวเพิ่มขึ้นอีกด้วย
ด้านทิศทางของตลาดต่างประเทศ บริษัทร่วมทุนญี่ปุ่นเหล่านี้ยังเชื่อมั่นในความแข็งแกร่งและความสดใสของตลาดส่งออกในอินเดีย อาเซียน (ไม่รวมเวียดนาม กัมพูชา ลาว และพม่า) เวียดนาม และจีน
นอกจากนี้ การสำรวจดังกล่าวยังเจาะถึงประเด็นผลกระทบจากปัญหาการชุมนุมประท้วงของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ซึ่งส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทร่วมทุนญี่ปุ่นถึง 68% แต่ทว่าสร้างผลกระทบต่อผลประกอบการ หรือยอดขายราว 30% เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม รายงานของเจซีซีชี้ให้เห็นว่า ปัญหาการชุมนุมเป็นปัจจัยที่ทำให้บริษัทราว 7% ต้องเพิ่มความเข้มงวด และเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์ในการตัดสินใจลงทุนในไทย อีกทั้งมี 2 บริษัทระบุว่าการชุมนุมประท้วงทำให้บริษัทต้องเลื่อนแผนการลงทุนออกไปก่อน
ยามาดะ กล่าวย้ำว่า ความมั่นคงทางการเมืองเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อการลงทุน แต่ทว่าจะเป็นปัจจัยในระดับแรกๆ หรือระดับท็อปหรือไม่ ขึ้นอยู่กับผู้ประกอบการจะพิจารณา
ดังนั้น ไม่ใช่เพียงปัญหาการชุมนุมเท่านั้นที่สร้างความกังวลให้กับนักธุรกิจญี่ปุ่น แต่เรื่องที่สำคัญและสร้างความหวั่นวิตกมาก คือ ปัญหามาบตาพุด
แม้ว่าจากการสำรวจเปรียบความคิดเห็นในครึ่งหลังของปี 2552 และครึ่งแรกของปี 2553 บริษัทร่วมทุนญี่ปุ่นมีความกังวลในเรื่องดังกล่าวน้อยลง แต่ความกังวลจะไปกระจุกกอยู่ที่กลุ่มบริษัทที่ดำเนินการเกี่ยวกับอุตสาหกรรมเคมีและเครื่องจักรทั่วไป
ยามาดะ ชี้แจงว่า ความกังวลที่น้อยลง น่าจะเป็นผลมาจากความชัดเจนของรัฐบาลในเรื่องกรณีมาบตาพุด แต่ทางเจซีซียังย้ำว่ารัฐบาลไทยต้องจัดการและดำเนินการในเรื่องนี้อย่างรวดเร็ว และไม่ปล่อยให้ความเชื่อมั่นที่นักลงทุนมีต่อไทยได้รับการแทนที่ด้วยความหวั่นเกรง







