
ชาวจีนแห่อวด "ความเหงาผ่านโซเชียลมีเดีย"
ภาพความเหงากำลังได้รับความนิยมอย่างมากในสังคมออนไลน์จีน มีผู้คนหลายพันร่วมแชร์อย่างคึกคัก
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
อย่างน้อยครั้งนึงในชีวิตที่ "ความเหงา" จะพัดผ่านเข้ามาในความรู้สึก บ้างก็ว่าความเหงาคือความรู้สึกโดดเดี่ยว อ้างว้าง บ้างก็ว่าความเหงาคือความสูญเสีย ความเสียใจ แต่แท้จริงแล้วความเหงาที่เรารู้จัก คืออะไรกันแน่?
ดินแดนที่ได้ชื่อว่ามีจำนวนประชากรมากที่สุดในโลกอย่างประเทศจีนเองก็ประสบปัญหา 'ความเหงา' เช่นเดียวกัน โดยกระแสแฮชแท็ค #WhatIsYourLoneliestPhoto หรือแปลเป็นไทยว่า ภาพที่เหงาที่สุดของคุณเป็นอย่างไร กำลังได้รับความนิยมอย่างมากใน เหวยโป๋ สังคมออนไลน์ขนาดใหญ่ของจีน ซึ่งมีชาวจีนหลายพันคนร่วมแชร์รูปภาพความเหงาอย่างคึกคัก
ภาพที่ได้รับความนิยมมากที่สุดภาพหนึ่งคือ ภาพของชายชราที่กำลังเดินข้ามทางม้าลายตัวคนเดียว สวนทางกับนักเรียนชาวจีนหลายสิบคนที่เดินผ่านชายชราในลักษณะที่แทบจะเมินเฉยเลยทีเดียว
ทั้งนี้ ชาวจีนบางส่วนแสดงความเห็นว่า เด็กนักเรียนกลุ่มนั้นอาจเร่งรีบและพูดคุยกันเองจนมองข้ามชายชราคนดังกล่าว ในทางกลับกันอาจมองได้ว่า ชายคนดังกล่าวมีความสุขมากจนไม่อยากให้ใครมารบกวนช่วงเวลาแห่งความสุข
นอกจากนี้ยังมีภาพของชายผู้หนึ่งยืนอยู่บนสะพานท่ามกลางความมืด พร้อมกับเปล่งเสียงร้องเพลงเบาๆ ทำให้หลายคนมองว่า ภาพนี้สะท้อนถึงความโดดเดี่ยวได้เป็นอย่างดี
ส่วนภาพของหญิงชาวจีนที่ต้องการหาบ้านให้ลูกแมวภาพนี้ สะท้อนถึงความรู้สึกสูญเสีย การแยกทาง และความเหงา คล้ายกับความรู้สึกเมื่อเราจะต้องจากลากับสิ่งที่เป็นที่รักหรือกับคนรักไป
อย่างไรก็ดี แม้กระแสแฮชแทค #WhatIsYourLoneliestPhoto จะได้รับความนิยมอย่างมาก แต่ก็ไม่มีใครสามารถอธิบายถึงที่มาที่ไปของกระแสนี้ได้ แต่สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นจากกระแสดังกล่าว คือการจุดประเด็นเรื่องความเหงาในสังคมจีนที่มีประชากรกว่า 1,355 ล้านคน โดยเฉพาะคนชราที่ต้องเผชิญความเหงาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ค่าสินสอดในจีนพุ่งสูง
การแต่งงานในประเทศจีนก็มีความน่าสนใจไม่แพ้กัน เมื่อสถานีโทรทัศน์บางแห่งในจีนรายงานว่า ค่าสินสอดในการขอผู้หญิงแต่งงานพุ่งขึ้นสูงมาก
สถานีโทรทัศน์ซีซีทีวีของจีน รายงานว่า การแต่งงานในจีนมีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นส่วนหนึ่งมาจากค่าสินสอด ซึ่งตามประเพณีการแต่งงานของจีน ครอบครัวฝ่ายชายต้องจ่ายเงินค่าสินสอดให้แก่ครอบครัวของฝ่ายหญิงในการขอผู้หญิงแต่งงาน
เมื่อกล่าวถึงสินสอด รูปแบบสินสอดในจีนมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากตลอด 55 ปีที่ผ่านมา หากย้อนกลับไปเมื่อทศวรรษ 1950 รูปแบบสินสอดที่ฝ่ายชายใช้ในการสู่ขอฝ่ายหญิงจะอยู่ในรูปแบบของกระบอกน้ำหรือเตียงนอน แต่ในทศวรรษต่อมา รูปแบบของสินสอดเริ่มเปลี่ยนไปสู่สิ่งของที่ราคาแพงมากยิ่งขึ้น เช่น เฟอร์นิเจอร์ วิทยุ นาฬิกา และจักรเย็บผ้า
ส่วนสังคมชนบทในปัจจุบัน สินสอดอยู่ในรูปแบบเงินสดทั้งหมด ในบางพื้นที่ของจีน เช่น จังหวัดชานตง ครอบครัวฝ่ายหญิงอาจเรียกค่าสินสอดมากกว่า 1 แสนหยวน(ราว 5.42 แสนบาท) ซึ่งเป็นจำนวนปกติสำหรับการแต่งงานของครอบครัวในชนบท
จางยี่ นักสังคมวิทยาจากจีน กล่าวถึงการที่ราคาสินสอดในจีนพุ่งขึ้นสูงว่า เป็นผลมาจากการที่จีนมีจำนวนผู้ชายมากกว่าผู้หญิง เพราะจีนมีค่านิยมให้ความสำคัญกับเพศชายมากกว่า ทำให้ประสบกับความยากลำบากในการหาเจ้าสาว
นอกจากนี้ ผู้หญิงส่วนใหญ่ในจีนอาศัยอยู่ในตัวเมือง ขณะที่ผู้ชายส่วนมากมักอาศัยอยู่ในต่างจังหวัด ทำให้การหาเจ้าสาวมาแต่งงานมีการแข่งขันสูงขึ้น จึงทำให้ครอบครัวฝ่ายหญิงเรียกค่าสินสอดที่แพงขึ้น อีกทั้งจีน มีค่านิยมทางสังคมที่ว่า การมีค่าสินสอดที่ถูก จะทำให้ครอบครัวฝ่ายหญิงเสียหน้า รวมถึงความเชื่อที่ว่าหากค่าสินสอดราคาถูก จะเป็นเรื่องที่ไม่ดีต่อทั้งฝ่ายชายและหญิงด้วย
ทั้งนี้ ชาวเน็ตบางส่วนวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นที่ซีซีทีวีนำเสนอเกี่ยวกับราคาสินสอดที่พุ่งขึ้นสูงขึ้นว่า พวกเขาก็อาศัยในพื้นที่ชนบท แต่ไม่เคยได้ยินเรื่องราคาสินสอดที่พุ่งสูงมากแต่อย่างใด
ขณะเดียวกัน ประชาชนบางส่วนมองว่า การที่ราคาสินสอดพุ่งสูงมากเป็นปัญหาที่สาหัสในประเทศ เจ้าหน้าที่รัฐควรจะกำหนดมาตฐานของราคาสินสอด โดยคำนึงถึงรายได้ของเฉลี่ยของประชาชนเป็นหลัก และถ้าครอบครัวใดเรียกราคาสินสอดที่แพงกว่ามาตรฐาน ก็ควรได้รับโทษ
เทศกาลตรุษจีนโอกาสหาคู่ของสาวโสด
อีกด้านหนึ่งของการแต่งงาน จะพบว่า วันตรุษจีนที่ผ่านมามีความสำคัญไม่น้อยเช่นกันในการที่ครอบครัวฝ่ายชายและหญิงจะเปิดโอกาสให้ลูกหลานให้รู้จักสนิทสนมกัน
เมื่อเทศกาลตรุษจีนที่ผ่านมา เด็กวัยรุ่นหลายคนต่างเดินทางกลับบ้านเพื่อพบพ่อแม่ มีคำถามหลายๆคำถามที่เด็กผู้หญิงต่างพบเจอ คือ “มีแฟนหรือยัง” หรือ “เคยคิดไหมว่าที่ยังโสดอยู่เนี่ยเป็นปัญหา ?”
ขณะที่เว็ปไซต์ 163.com ในจีน เปิดเผยผลสำรวจออนไลน์ ว่า 57% ของผู้หญิงจีน มักจะถูกถามว่า “เมื่อไหร่จะแต่งงาน?”
ทั้งนี้ ค่านิยมของสังคมจีนคือ ผู้หญิงควรจะแต่งงานเมื่ออายุ 20 กว่าๆ และควรแต่งกับผู้ชายที่อายุมากกว่า จากค่านิยมที่ว่านี้ จึงทำให้ผู้หญิงมีเวลาน้อยกว่าฝ่ายชายในการหาคู่ของตน
ฮวง เหมย สาวอายุ 28 ปี นักศึกษาปริญญาเอกจากอังกฤษ ที่กลับมาเยี่ยมบ้านในช่วงตรุษจีน กล่าวว่า ย่าและบรรดาป้าของเธอสงสัยว่า ทำไมเธอถึงยังคงโสดอยู่ ทำให้ในภายหลัง ญาติเหล่านั้นต่างวางแผนที่จะให้เธอไปออกเดทกับชายที่พวกเขาได้เล็งไว้ให้
วันตรุษจีนยังเป็นช่วงเวลาที่ทางผู้ใหญ่มีโอกาสให้หนุมสาวมาเจอกัน หากทางผู้ใหญ่ได้วางแผนแล้วว่าอยากจะเกี่ยวดองกับครอบครัวใดไว้แล้ว จะพาหนุ่มสาวมาเจอกัน โดยใช้โอกาสการเยี่ยมเยียนในช่วงของวันตรุษจีน
เทศกาลงานวัดในช่วงวันตรุษจีนก็เป็นช่องทางการหาคู่เช่นกัน เพราะในงานวัดจะมีกิจกรรมที่เรียกว่า “dating fair” หรือเทศกาลออกเดท ที่เป็นกิจกรรมให้บรรดาพ่อแม่ เพื่อนฝูง รวมถึงหนุ่มสาวเอง นำรายละเอียดของหนุ่มสาวพร้อมทั้งรูปภาพมาติดไว้บนบอร์ดที่จัดไว้ให้ เพื่อค้นหาคู่ที่เหมาะสม ข้อมูลที่อยู่บนบอร์ดจะรวมไปถึง พื้นหลังครอบครัว การศึกษา และคุณสมบัติของคู่ครองที่กำลังมองหาอยู่ เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังมีสมาคมอื่นๆในจีนที่ช่วยสรรหาคู่ให้แก่คนหนุ่มสาว โดยจัดกิจกรรมให้หนุ่มสาวได้ทำร่วมกัน เช่น การเล่นเกมส์ การร้องคาราโอเกะ เพื่อเปิดทางให้หนุ่มสาวได้รู้จักกันมากขึ้นด้วย







