
จีนปรับทัพ ขยับขึ้นแหล่งเงินทุนโลก
การที่มังกรอย่างจีนกำลังปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจไปสู่แบบแผนใหม่
โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล
การที่มังกรอย่างจีนกำลังปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจไปสู่แบบแผนใหม่ ที่เน้นการพึ่งพาการบริโภคและภาคบริการในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแทนการลงทุน ที่ทำให้จีนขยายตัวได้ในระดับสูง แม้จะทำให้การเติบโตของจีนชะลอตัวลง
ทว่า กลับเป็นเส้นทางที่ทำให้บทบาทของจีนในเวทีโลกโดดเด่นมากขึ้น
“นั่นเป็นเพราะจีนกำลังทำให้กระแสเงินทุนโลกเปลี่ยนทิศทาง ด้วยการผันตัวจากเดิมเป็นแหล่งรับเงินทุนจากต่างชาติไปสู่การเป็นผู้ส่งออกทุนที่สำคัญที่สุดของโลก และจีนกำลังยกระดับตัวเองในด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างก้าวกระโดด สุดท้ายคือ การก้าวผ่านกับดักรายได้ปานกลาง โดยการหันมาพึ่งพาการบริโภคภายในประเทศเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ดังนั้นผู้ประกอบการไทยควรเร่งพัฒนาศักยภาพให้ทันการเปลี่ยนแปลงของจีน ซึ่งเป็นคู่ค้าที่สำคัญของไทย” ธีรินทร์ รัตนภิญโญวงศ์ ผู้อำนวยการอาวุโสกลยุทธ์ธุรกิจและอุตสาหกรรม และรักษาการคลัสเตอร์ส่งออก ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (อีไอซี) ธนาคารไทยพาณิชย์ ฉายภาพให้เห็น
ทั้งนี้ ยังให้ข้อมูลต่อว่า จีนไม่สามารถพึ่งพาการลงทุนเพียงอย่างเดียวเหมือนในอดีตได้อีกต่อไป เพราะการบริโภคภาคเอกชนและภาคบริการของจีนยังมีสัดส่วนน้อยเมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจ ทำให้จีนต้องปฏิรูประบบเศรษฐกิจของประเทศใหม่ หลังจากบทบาทของการบริโภคและภาคบริการจะก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะทำให้เกิดโอกาสสำคัญต่อภาคธุรกิจต่างๆ ในโลก
สำหรับโอกาสทางตรงในการปรับตัวของจีนครั้งนี้ จะตกอยู่ที่อุตสาหกรรมขนส่ง วัสดุก่อสร้าง วิศวกรรมและรับเหมาก่อสร้าง ธุรกิจด้านการท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง อสังหาริมทรัพย์ อาหาร สินค้าเกษตรแปรรูป สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนทางอ้อมจะอยู่ในกลุ่มธุรกิจบริการทางการเงิน บริษัทที่ปรึกษาทางธุรกิจ ที่ปรึกษากฎหมาย ที่ปรึกษาด้านบัญชีและการเงิน บริษัทประเมินราคาสินทรัพย์ นายหน้า และนักแปลภาษา เป็นต้น
นอกจากนี้ จีนกำลังขยับก้าวขึ้นมามีบทบาทมากขึ้นในเศรษฐกิจโลก ในฐานะที่เป็นผู้ลงทุนหรือผู้ส่งออกทุนรายใหญ่ ทั้งรูปแบบการลงทุนทางตรง การซื้อกิจการ และการเข้าไปรับบริหารและก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ในต่างประเทศ จนส่งผลให้มูลค่าการลงทุนทางตรงนอกประเทศของจีนสูงกว่าการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ที่นักลงทุนต่างชาตินำเงินเข้ามาลงทุนในจีน
การควบรวมกิจการในต่างประเทศที่จีนเป็นผู้ซื้อได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในช่วง 10 เดือนของปี 2558 มูลค่าการควบรวมกิจการในต่างประเทศขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 55% ด้วยจำนวนธุรกรรมที่เพิ่มขึ้นจากปีก่อนเกือบ 40% นอกจากนี้การทำธุรกิจนอกประเทศตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา แต่ละปีมีมูลค่ารวมมากกว่า 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
“อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าการลงทุนทางตรงนอกประเทศสูงสุดคือ บริการเชิงพาณิชย์ ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการรับทำโครงการขนาดใหญ่ การขุดเจาะและเหมืองแร่ รองลงมาได้แก่ ตัวกลางทางการเงิน การค้าส่งและค้าปลีก การผลิต การขนส่ง อสังหาริมทรัพย์และการก่อสร้าง” ธีรินทร์ กล่าว
ทั้งนี้ อีไอซียังมองว่า การลงทุนนอกประเทศของจีนในช่วง 5-10 ปีข้างหน้า มีแนวโน้มขยายตัวอีกมาก เพราะมีหลายปัจจัยที่เป็นตัวเร่งให้กิจการของจีนเพิ่มการลงทุนในต่างประเทศ เพื่อขยายตลาดและเพิ่มรายได้ โดยการลงทุนในต่างประเทศของจีนในอนาคตจะเน้นไปที่โครงสร้างพื้นฐาน สินค้าและบริการ รวมถึงเทคโนโลยี จากเดิมที่ผ่านมาเน้นการลงทุนเพื่อจัดหาทรัพยากรที่จีนขาดแคลน โดยเฉพาะพลังงาน
อย่างไรก็ดี การปฏิรูปและการก้าวผ่านของจีนไปสู่การเป็นหนึ่งในผู้นำทางเศรษฐกิจของโลกยังเป็นเรื่องที่ท้าทายอยู่ โดยเฉพาะเรื่องการพัฒนาและรักษาคุณภาพของทรัพยากรมนุษย์ในประเทศ และการเปิดเสรีภาคเอกชนที่ควรพัฒนาให้สอดรับกับกระแสโลกาภิวัตน์และลดการชี้นำของภาครัฐ เพื่อสร้างบรรยากาศการแข่งขันตามระบบทุนนิยมให้ได้
จากปัจจัยภายในเหล่านี้ของจีน กำลังเป็นประเด็นท้าทายการปฏิรูปเศรษฐกิจของจีนที่ต้องเฝ้าติดตามดูกันว่า จีนจะสามารถก้าวข้ามความท้าทายนี้ไปสู่เป้าหมายได้หรือไม่







