posttoday
ญี่ปุ่นหนุนสร้างสมาร์ทซิตี้ กลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง

ญี่ปุ่นหนุนสร้างสมาร์ทซิตี้ กลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง

26 กุมภาพันธ์ 2559

งานประชุมอภิปราย “ASIA Smart City Summit” จัดโดยสถาบันนิเคอิ บีพี คลีนเทค

โดย...วราภรณ์ เทียนเงิน

งานประชุมอภิปราย “ASIA Smart City Summit” จัดโดยสถาบันนิเคอิ บีพี คลีนเทค เพื่อร่วมเสนอแนวทางการผลักดันประเทศไทย และประเทศในแถบลุ่มแม่น้ำโขง สู่การสร้างสมาร์ทซิตี้ รับการเติบโตของสังคมเมืองในไทยและอาเซียนที่ขยายตัวรวดเร็ว ซึ่งมีผู้แทนจาก สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, บริษัท ฮิตาชิ เอเซีย, The Overseas Human Resources and Industry Development Association (HIDA) และสถาบันนิเคอิ บีพี คลีนเทค ร่วมประชุม

ทากามาสะ ฟูจิโอกะ รองศาสตราจารย์ สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้อำนวยการศูนย์ช่วยญี่ปุ่นพัฒนาศักยภาพการลงทุนไทย (Sasin Japan Center) เปิดเผยในการประชุมอภิปราย ASIA Smart City Summit ว่า การผลักดันการสร้างสมาร์ทซิตี้ในประเทศไทย จะต้องใช้ความร่วมมือระหว่างรัฐ ประชาชน และภาคเอกชนที่จะร่วมมือผลักดัน โดยเอกชนในประเทศญี่ปุ่นสนใจและพร้อมสนับสนุนเรื่องนี้ให้เกิดขึ้นได้โดยสำเร็จ

การสร้างสมาร์ทซิตี้ มีความสำคัญอย่างมาก ตามแนวโน้มการเติบโตของสังคมเมืองในโลกและประเทศไทยมีมากขึ้น รวมถึงกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ที่ประกอบด้วยกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม มีการขยายตัวในทิศทางเดียวกัน ซึ่งมีโอกาสที่ญี่ปุ่นจะสามารถเข้าไปร่วมการสนับสนุนการสร้างสมาร์ทซิตี้ในกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ที่มีความต้องการการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เพื่อเชื่อมโยงกัน

“เมืองสมาร์ทซิตี้ มีความสำคัญอย่างมาก เพราะเมื่อเข้าสู่สังคมเมืองที่มีประชากรจำนวนมาก จำเป็นต้องออกแบบเมืองรองรับการแก้ปัญหาทั้งการจราจร ที่อยู่อาศัย และการดูแลสิ่งแวดล้อม ที่แนวคิดการพัฒนาสร้างเมืองสู่สมาร์ทซิตี้ จะต้องร่วมมือกันพัฒนาและสร้างแนวคิด ที่ไทยและญี่ปุ่นสามารถร่วมมือกันพัฒนา จนกลายเป็นเมดอินเจแปน และดีไซน์โดยประเทศไทย” ฟูจิโอกะ กล่าว

ทั้งนี้ ตามข้อมูลสังคมเมือง ที่มีประชากรมากกว่า 1 ล้านคน/เมือง ล่าสุดมีมากกว่า 500 แห่ง คาดว่าภายในอีก 34 ปีข้างหน้า สังคมเมืองจะเพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัว ซึ่งปัจจุบันมีสังคมเมืองที่เป็นสมาร์ทซิตี้ มีมากกว่า 4,000 แห่งทั่วโลก ส่วนมูลค่าตลาดสินค้าที่เกี่ยวข้องกับสมาร์ทซิตี้ ประมาณว่าภายในปี 2573 จะมีมูลค่ามากกว่า 35 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ

“ตลาดดังกล่าวจึงมีทิศทางที่เติบโตสูงมากขึ้นทุกปี รวมทั้งต้องการการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมต่อกับการขยายตัวของสังคมเมือง แต่รูปแบบการสร้างสมาร์ทซิตี้ของแต่ละประเทศ ก็มีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับความต้องการของประชาชนในพื้นที่ โดยประเทศญี่ปุ่น เช่น ในเมืองโตเกียวที่มีประชากรสูงมากในโลก ใช้รถไฟ เพราะสามารถขนส่งประชาชนในแต่ละชั่วโมงได้จำนวนสูง ขนส่งได้สะดวก ใช้พลังงานต่ำ สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มขึ้นในแต่ละสถานีได้ โมเดลนี้จึงนำมาใช้กับ กทม.ได้เช่นกัน” ฟูจิโอกะ กล่าว

ภาคเอกชนญี่ปุ่น ทั้งบริษัท ฮิตาชิ บริษัทขนาดใหญ่ในญี่ปุ่น, บริษัท ชินกิ บัส ที่เป็นบริษัทรถยนต์ขนาดใหญ่ของประเทศญี่ปุ่น และบริษัท ฮันคยู ที่เป็นบริษัทรถไฟขนาดใหญ่และเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาที่ดินของประเทศญี่ปุ่น ได้สนใจเข้ามาพัฒนาและลงทุนสมาร์ทซิตี้ในประเทศไทย

ล่าสุด บริษัท ชินกิ บัส ได้เข้ามาลงทุนเปิดสำนักงานในไทยอย่างเป็นทางการครั้งแรกในปี 2559 เพื่อขยายธุรกิจในประเทศไทย และได้มีการร่วมมือกับ จ.ขอนแก่น ในการนำรถบัส ของบริษัทเปิดทดลองให้บริการแล้ว ส่วนบริษัท ฮันคยู ก็มีความสนใจและศึกษาแผนที่จะเข้ามาลงทุนในไทยในปีนี้เช่นกัน ขณะเดียวกัน ได้เสนอแผนดังกล่าวกับการร่วมสร้างสมาร์ทซิตี้ และความสนใจของบริษัทเอกชนของญี่ปุ่น ต่อ อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม แล้ว ซึ่งหากรัฐบาลไทยมีความสนใจก็สามารถขยายความร่วมมือทำโครงการใหม่ๆ ในอนาคตเพิ่มขึ้น

ยาซูฮิโร คาวาอิ ผู้อำนวยการ สถาบันนิเคอิ บีพี คลีนเทค กล่าวว่า แนวโน้มการเติบโตของสังคมเมืองที่เป็น สมาร์ทซิตี้มีมากขึ้น ถือเป็นสิ่งสำคัญที่รัฐบาลในแต่ละภูมิภาคและประเทศไทยจะหาทางพัฒนารูปแบบดังกล่าวให้เกิดขึ้น เพื่อให้เหมาะสมกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่ รวมถึงประเทศญี่ปุ่นที่กำลังก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ จึงจำเป็นต้องออกแบบการสร้างเมือง สมาร์ทซิตี้ ไว้รองรับกลุ่มผู้สูงอายุด้วยเช่นกัน

หนึ่งโมเดล การสร้างเมืองสู่สมาร์ทซิตี้ ที่กำลังผลักดันให้เกิดขึ้นในประเทศไทย พร้อมกับประเทศในลุ่มแม่น้ำโขง จะสามารถทำสำเร็จหรือไม่ จะต้องอยู่ที่การร่วมมือของประเทศในภูมิภาคเป็นสิ่งสำคัญ

ข่าวล่าสุด

เช็คเลย โปรเด็ด ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม ทุกค่ายรถยนต์ทั่วไทย

เช็คเลย โปรเด็ด ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม ทุกค่ายรถยนต์ทั่วไทย