
อาหารเพื่อนบ้านตีตลาด
กระทุ้งธุรกิจไทยรับมือสินค้าอาหาร-ขนมขบเคี้ยวจากเพื่อนบ้านอาเซียนบุกตีตลาด ชี้การแข่งขันรุนแรงขึ้น
กระทุ้งธุรกิจไทยรับมือสินค้าอาหาร-ขนมขบเคี้ยวจากเพื่อนบ้านอาเซียนบุกตีตลาด ชี้การแข่งขันรุนแรงขึ้น
นายอัทธ์ พิศาลวานิช คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์และผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบันเริ่มมีสินค้าจากประเทศเพื่อนบ้านอาเซียน โดยเฉพาะประเทศที่มีศักยภาพอย่างอินโดนีเซีย มาเลเซีย และเวียดนาม เข้ามาวางจำหน่ายตามร้านสะดวกซื้อและซูเปอร์มาร์เก็ตในไทยเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและขนมขบเคี้ยว (สแน็ก) ขณะที่มีความเป็นไปได้ที่นักลงทุนจากประเทศเหล่านี้จะเข้ามาขยายธุรกิจร้านสะดวกซื้อในประเทศไทยด้วย ซึ่งจะทำให้การแข่งขันในธุรกิจค้าปลีกไทยมีความรุนแรงขึ้นอีก
ทั้งนี้ สินค้าจากผู้ผลิตมาเลเซียและอินโดนีเซียได้เข้ามาทำตลาดในไทยระยะหนึ่งแล้ว ขณะที่เวียดนามก็เริ่มเข้ามาทำตลาดค้าปลีกมากขึ้น ทำให้เวียดนามกลายเป็นผู้เล่นที่มาแรงมาก ทั้งในตลาดเมืองไทยและตลาดซีแอลเอ็มวี โดยเฉพาะในกลุ่มสแน็กและซอสปรุงรสอาหาร เนื่องจากมีราคาถูกกว่า เพราะได้เปรียบเรื่องต้นทุนวัตถุดิบและค่าแรง ขณะที่คุณภาพสินค้าใกล้เคียงกัน
“การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) กลายเป็นความท้าทายของตลาดสินค้าคอนซูเมอร์โปรดักต์ จากการหลั่งไหลเข้ามาของสินค้าจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมีคุณภาพดีและมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า และได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ จึงสามารถเข้ามาแข่งขันกับผู้ประกอบการในไทยได้ไม่ยาก โดยเฉพาะการแข่งขันเรื่องราคา จนทำให้การแข่งขันในตลาดรุนแรงยิ่งขึ้น” นายอัทธ์ กล่าว
นายอัทธ์ กล่าวต่อว่า ทิศทางของผู้ผลิตสินค้าในกลุ่มอาหารและของกินเล่นในไทยต่อไป จะต้องเตรียมความพร้อมทั้งในส่วนของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ตลอดจนกิจกรรมการตลาดเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้แบรนด์สินค้าตัวเอง และรับมือกับการแข่งขันต่อจากนี้ที่จะมีผู้เล่นใหม่ๆ ทยอยเข้ามาในตลาดมากขึ้น
ขณะเดียวกัน มีการคาดการณ์ว่า ในอนาคตอีก 5 ปีข้างหน้า หรือปี 2563 ตลาดค้าปลีกอาเซียน (อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม) จะมีมูลค่ารวมสูงถึง 1.54 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ จากปีนี้คาดว่าอยู่ที่ 9 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนตลาดโลกจะมีมูลค่า 22.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ โดยตลาดค้าปลีกมีอัตราการเติบโตสูงที่สุดในโลก และมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะในประเทศกลุ่มซีแอลเอ็มวี ได้แก่ กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม
สำหรับโครงสร้างธุรกิจค้าปลีกในไทยในอีก 5 ปีข้างหน้าจะเปลี่ยนไป โดยสัดส่วนธุรกิจค้าปลีกแบบดั้งเดิมจะลดจาก 40% เหลือ 30% สวนทางกับธุรกิจโมเดิร์นเทรดจะเพิ่มจาก 10% เป็น 20% ในอีก 5 ปีข้างหน้า
ขณะที่กลุ่มที่จะเติบโตสูง คือ กลุ่มธุรกิจร้านค้าสะดวกซื้อและอี-คอมเมิร์ซ โดยเฉพาะอี-คอมเมิร์ซที่คาดว่าจะมีสัดส่วนเพิ่มเป็น 10% จากปัจจุบันมีสัดส่วนแค่ 2% เพราะปัจจุบันการซื้อขายสินค้าออนไลน์ง่ายและสะดวกมากขึ้น ระบบการชำระเงินน่าเชื่อถือและสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้บริการ







