posttoday
เอกชนพร้อมปักหมุดเขตเศรษฐกิจ เกตเวย์ใหม่ป้อนสินค้าสู่ต่างแดน

เอกชนพร้อมปักหมุดเขตเศรษฐกิจ เกตเวย์ใหม่ป้อนสินค้าสู่ต่างแดน

12 กุมภาพันธ์ 2559

การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนของไทยนอกจากมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจตามแนวชายแดนแล้ว ยังกลายเป็นประตูสำคัญที่จะพาผู้ประกอบการไทยออกไปผงาดในตลาดอาเซียนและประเทศเพื่อนบ้านอื่นในเอเชียด้วย

โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล

การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนของไทยนอกจากมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจตามแนวชายแดนแล้ว ยังกลายเป็นประตูสำคัญที่จะพาผู้ประกอบการไทยออกไปผงาดในตลาดอาเซียนและประเทศเพื่อนบ้านอื่นในเอเชียด้วย

จันทรา บูรณฤกษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง กล่าวว่า เครือสหพัฒน์ มีแผนจะใช้
การลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนแม่สอด จ.ตาก ที่เชื่อมต่อกับเขตการค้าเมียวดีของเมียนมาเป็นฐานสำคัญ เพื่อขยายตลาดต่อไปยังอินเดีย อีกทั้งจะใช้เมียนมาเป็นฐานส่งออกไปยังจีนด้วย

ขณะเดียวกัน มองเห็นศักยภาพของกัมพูชา ซึ่งจะต้องหาพันธมิตรและตั้งตัวแทนจำหน่ายเพื่อช่วยกระจายสินค้า และด้วยความหลากหลายของสินค้าในเครือ โอกาสส่งออกไปเจาะตลาดเมียนมาและกัมพูชาจึงยังมีอีกมาก

“การลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษ เรื่องระบบโลจิสติกส์เป็นสิ่งสำคัญที่สุด ต้องการให้ภาครัฐมีความชัดเจนด้านกฎระเบียบและอำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้าข้ามแดน ทำทุกอย่างให้เบ็ดเสร็จในจุดเดียว เพื่อลดปัญหาคอขวด ที่เป็นอุปสรรคต่อการค้า” จันทรา อธิบาย

วิเชฐ ตันติวานิช ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ กล่าวว่า เขตเศรษฐกิจพิเศษมีความสำคัญในแง่เป็นประตูสู่อาเซียน ที่มีผู้บริโภคจำนวนมาก นอกจากคนท้องถิ่นราว 600 ล้านคนแล้ว ยังมีนักท่องเที่ยวอีก ซึ่งรวมกันจะมีผู้บริโภคถึง 700-800 ล้านคน

“ตอนนี้ไทยเบฟมองว่าตลาดสินค้าฮาลาลมีความน่าสนใจมาก โดยอาจจะใช้มาเลเซียและสิงคโปร์เป็นฐานในการผลิตสินค้าฮาลาลกลุ่มเครื่องดื่ม เพื่อส่งไปจำหน่ายในอินโดนีเซีย แต่ความท้าทายในการทำตลาดในอาเซียน คือ ระบบสาธารณูปโภค และภาษีแฝง เพราะยังมีความลักลั่นของระบบภาษีในแต่ละประเทศพอสมควร” วิเชฐ กล่าว

สำหรับด้านเขตเศรษฐกิจพิเศษของไทยนั้น ภาคเอกชนต้องการเห็นการดำเนินการโครงการทำงานทั้ง 12 คณะ ภายใต้คณะทำงานประชารัฐในการบุกเบิกเขตเศรษฐกิจพิเศษสำเร็จ และต้องการให้รัฐบาลให้สิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนที่เหมาะสม เพื่อสร้างแรงจูงใจที่ชัดเจนแก่นักลงทุน

นิยม ไวยรัชพานิช รองประธานหอการค้าไทย มองว่า การที่จะใช้เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนเป็นเกตเวย์ไปสู่ตลาดประเทศเพื่อนบ้านนั้น เอกชนเห็นโอกาสมานานแล้ว
แต่ไม่สามารถทำให้เป็นความจริงได้ เนื่องจากประสบปัญหาการอนุญาตรถขนส่งข้ามแดนระหว่างประเทศ หากปลดล็อกดังกล่าวได้ทั้งหมด จะช่วยเพิ่มโอกาสทางการค้า การลงทุน และการขยายตลาดให้ผู้ประกอบการ ซึ่งรวมถึงเอสเอ็มอีได้อีกมาก

อรรชา สีบุญเรือง รมว.อุตสาหกรรม กล่าวถึงความคืบหน้าการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน 10 แห่ง ว่า ขณะนี้บางพื้นที่จำเป็นจะต้องเลื่อนการจัดตั้งพื้นที่ออกไปก่อน เช่น จ.ตาก เนื่องจากยังมีประชาชนไม่ยอมย้ายออกจากพื้นที่ รวมทั้งการขอใช้พื้นที่จากกรมธนารักษ์ยังไม่แล้วเสร็จ ส่งผลให้เอกชนไม่สามารถเข้าไปขอใช้พื้นที่ได้ ส่วนจะเลื่อนไปถึงเมื่อไรนั้น ยังไม่สามารถระบุได้ ต้องรอความชัดเจนจากการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) พิจารณาอีกครั้ง

ขณะที่ จ.สระแก้ว ถือเป็นจังหวัดที่มีความพร้อมมากที่สุด เพราะที่ผ่านมา กนอ.ได้เตรียมของบประมาณที่จะดำเนินการศึกษาความเหมาะสมในการจัดตั้งแล้ว คาดว่าเกิดขึ้นได้ภายในปี 2560

ขณะเดียวกัน ทางฝั่งประเทศเพื่อนบ้านของไทยก็ได้จัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษเช่นกัน จึงต้องวางยุทธศาสตร์เพื่อประสานความร่วมมือกันต่อไป เช่น เขตเศรษฐกิจพิเศษเชียงราย เชื่อมต่อกับเขตเศรษฐกิจพิเศษบ่อเต็น-บ่อหาน สปป.ลาว เขตเศรษฐกิจพิเศษนครพนม เชื่อมกับเขตเศรษฐกิจท่าแขก/ภูเขียว สปป.ลาว เขตเศรษฐกิจพิเศษมุกดาหาร เชื่อมกับเขตเศรษฐกิจ สะหวัน-เซโน สปป.ลาว เขตเศรษฐกิจพิเศษตราด เชื่อมกับเขตเศรษฐกิจพิเศษเกาะกง ประเทศกัมพูชา เขตเศรษฐกิจพิเศษสงขลา เชื่อมกับเขตเศรษฐกิจโกตาเปอร์ดานาของมาเลเซีย เขตเศรษฐกิจพิเศษกาญจนบุรี เชื่อมกับเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย และเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด เชื่อมกับเขตการค้าเสรีเมียวดี เมียนมา

 “รัฐบาลไม่ได้มองเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนไว้เป็นแค่ฐานการผลิตในประเทศ แต่มองไปถึงการเป็นฐานการผลิตของอาเซียน ซึ่งต้องศึกษาดูว่าอุตสาหกรรมใดเหมาะจะไปลงทุนอยู่ในเขตเศรษฐกิจใด” อรรชกา ระบุ

สำหรับผลการศึกษาพื้นที่พัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษของ กนอ.ใน 3 จังหวัด คือ จ.สระแก้ว มีอุตสาหกรรมเป้าหมายเด่นๆ เช่น อุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตรและถนอมอาหาร เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย และการตัดเย็บเครื่องหนัง เครื่องใช้จากไม้ ชิ้นส่วนยานพาหนะ หรือเครื่องจักร เครื่องใช้ไฟฟ้าและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องสำอาง ศูนย์กระจายสินค้า

ส่วน จ.ตาก มีอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น แปรรูปสินค้าเกษตรและถนอมอาหาร กิจการผ้าทอ และสิ่งทอ ที่ไม่ใช่ฟอกย้อม ขณะที่ จ.สงขลา เช่น อุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตรและถนอมอาหาร และกิจการห้องเย็น เป็นต้น

ข่าวล่าสุด

“วราวุธ” ลุยปราบขยะพิษ จ่อแก้กฎหมายเพิ่มโทษปรับ 10 ล้าน

“วราวุธ” ลุยปราบขยะพิษ จ่อแก้กฎหมายเพิ่มโทษปรับ 10 ล้าน