posttoday
จีนเล็งลดเป้าศก.ปีนี้ 6.5-7%

จีนเล็งลดเป้าศก.ปีนี้ 6.5-7%

01 กุมภาพันธ์ 2559

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

รอยเตอร์สรายงานอ้างแหล่งข่าวใกล้ชิดรัฐบาลจีน ระบุว่า ทางการจีนตั้งเป้าหมายการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ปี 2016 อยู่ที่ระหว่าง 6.5-7% ในการประชุมเศรษฐกิจกลางของจีนช่วงกลางเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งใกล้เคียงกับเป้าจีดีพีปี 2015 ที่ราวๆ 7%

“มีแนวโน้มว่าปีนี้บรรดาผู้กำหนดนโยบายจะตั้งเป้าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไว้ที่ 6.5-7% ซึ่งตัวเลข 6.5% คือระดับต่ำสุด” แหล่งข่าวใกล้ชิดที่ปรึกษาด้านนโยบายเปิดเผย

แหล่งข่าวคนดังกล่าวยังระบุด้วยว่า สิ่งที่บรรดาผู้กำหนดนโยบายเป็นกังวลมากที่สุดคือ เศรษฐกิจโลกที่ไม่มีเสถียรภาพ และผลกระทบต่อการขยายตัวจากการปฏิรูปโครง สร้างทางเศรษฐกิจของประเทศ

อย่างไรก็ดี จีดีพีที่ระดับต่ำสุด 6.5% สะท้อนถึงอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยอย่างน้อยในช่วง 5 ปีข้างหน้า เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ตัวเลขจีดีพีและรายได้เฉลี่ยต่อหัวปรับตัวขึ้นเป็น 2 เท่าภายในปี 2020

ด้านสำนักงานสารสนเทศแห่งคณะมนตรีแห่งรัฐจีน (เอสซีไอโอ) ยังไม่ยืนยันรายงานดังกล่าวของรอยเตอร์ส

ทั้งนี้ ทางการจีนจะประกาศคาดการณ์ตัวเลขจีดีพีปี 2016 และแผนพัฒนาเศรษฐกิจระยะ 5 ปี ฉบับที่ 13 อย่างเป็นทางการในการประชุมประจำปีของสภาประชาชนแห่งชาติ (เอ็นพีซี) ในเดือน มี.ค.นี้

ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์ของทางการจีน เปิดเผยว่า รัฐบาลไม่มีความกังวลเกี่ยวกับอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีนี้ และจะให้ความสำคัญไปที่การปฏิรูปโครงสร้างมากกว่า

“อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจะยังคงขยายตัวอย่างช้าๆ ในช่วงไตรมาสแรกและไตรมาส 2 ซึ่งแยกออกจากไตรมาส 3 และ 4 อย่างชัดเจน โดยจีดีพีของทั้งปีอาจอยู่ที่ราวๆ 6.5-6.6%” นักเศรษฐศาสตร์คนดังกล่าวระบุ

ขณะเดียวกัน มณฑลในจีนราว 30 มณฑล รวมถึงเขตปกครองพิเศษ ต่างปรับลดเป้าจีดีพีปี 2016 ลง โดยมณฑลกวางตุ้งและเจ้อเจียงตั้งเป้าจีดีพีปี 2016 ไว้ที่ 7-7.5% ขณะที่มณฑลเจียงซูและชานตงตั้งเป้าไว้ที่ 7.5-8%

ขยายงบขาดดุล 3% ของจีดีพี

สำนักข่าวซินหัวของทางการจีน รายงานอ้างบทวิเคราะห์ของ ไชน่า อินเตอร์เนชั่นแนล แคปปิตอล คอร์ป (ซีไอซีซี) ธนาคารเพื่อการลงทุนของแดนมังกร ระบุว่า รัฐบาลจีนจะยังคงบังคับใช้นโยบายทางการคลังเชิงรุกต่อไปในปี 2016 รวมถึงการปรับลดอัตราภาษี และการใช้งบประมาณขาดดุลเพิ่มเป็น 3% ของจีดีพี หรือราว 2.2 ล้านล้านหยวน (ราว 12 ล้านล้านบาท)

ในปี 2014 จีนใช้งบประมาณขาดดุลที่ 2.1% ของจีดีพี ก่อนจะปรับขึ้นมาเป็น 2.3% ของจีดีพี เพื่อกระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ดี การใช้งบประมาณขาดดุลที่ 3% ของจีดีพีถือเป็นระดับเสี่ยง แม้บรรดานักวิเคราะห์หลายเสียงจะมองว่า ตัวเลขสัดส่วนงบขาดดุลต่อจีดีพีที่อยู่ในระดับสูง อาจทำให้รัฐบาลลดภาษีเพื่อกระตุ้นภาคการผลิตให้ฟื้นตัว หลังก่อนหน้านี้ ผู้นำจีนประกาศจะใช้นโยบายทางการเงินแบบยืดหยุ่น ขยายงบประมาณขาดดุลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และเน้นการปฏิรูปด้านอุปทานเพื่อกระตุ้นภาคการผลิต

ขณะที่รอยเตอร์สรายงานอ้างนักเศรษฐศาสตร์ของทางการจีนรายหนึ่ง ระบุว่า ธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) อาจจำเป็นต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ย หรือลดอัตราเงินสำรองของธนาคารพาณิชย์ (อาร์อาร์อาร์) ลงในเร็วๆ นี้ เนื่องจากความกังวลผลกระทบต่อเงินหยวน

“เราคิดว่าพีบีโอซีควรผ่อนคลายนโยบายทางการเงิน เนื่องจากจีนถือเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของโลก และนโยบายทางการเงินควรเน้นไปที่สภาวะทางเศรษฐกิจ” นักเศรษฐศาสตร์คนดังกล่าวระบุ

หยวนเสี่ยงผันผวนหนัก

เอเอฟพีรายงานอ้างบรรดานักวิเคราะห์ว่า ขณะนี้จีนกำลังประสบปัญหาในการผลักดันการปฏิรูปทางเศรษฐกิจและการซื้อขายเงินหยวนอย่างเสรี เพื่อแก้ไขปัญหาเงินทุนไหลออกจำนวนมหาศาล ส่งผล
กระทบอย่างมากต่อภาวะทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว

นักวิเคราะห์ระบุว่า ปัญหาดังกล่าวที่เกิดขึ้นเข้าข่ายทฤษฎีสามเหลี่ยมที่เป็นไปไม่ได้ คือพรรคคอมมิวนิสต์จีนพยายามควบคุมอัตราแลกเปลี่ยนและนโยบายทางการเงิน ในขณะที่เกิดปัญหาเงินทุนไหลออกในช่วงเวลาเดียวกัน โดยปี 2015 มีเงินทุนไหลออกจากจีนราว 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 35.7 ล้านล้านบาท)

ภาวะเงินทุนไหลออกที่เกิดขึ้นสะท้อนถึงความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจจีน รวมถึงความผันผวนในตลาดทุนและตลาดค่าเงินของจีน ส่งผลให้บรรดานักลงทุนและผู้ฝากเงินจำนวนมากหันหนีออกจากเงินหยวน

ในปี 2015 ที่ผ่านมา เงินหยวนอ่อนค่าลงกว่า 4.5% เมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ ในขณะที่ช่วงต้นปี 2016 ที่ผ่านมา เงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าแล้วราว 1.3%

ข่าวล่าสุด

อัยการติวเข้ม ก.ล.ต. ถอดบทเรียน STARK–MORE เทคนิคเบิกความ มัดจำเลยในชั้นศาล

อัยการติวเข้ม ก.ล.ต. ถอดบทเรียน STARK–MORE เทคนิคเบิกความ มัดจำเลยในชั้นศาล