posttoday
ญี่ปุ่นช็อกตลาด...ใช้ดอกเบี้ยติดลบครั้งแรก จุดสงครามค่าเงินดุเดือดยิ่งขึ้น

ญี่ปุ่นช็อกตลาด...ใช้ดอกเบี้ยติดลบครั้งแรก จุดสงครามค่าเงินดุเดือดยิ่งขึ้น

30 มกราคม 2559

ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของประเทศ ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงพรวดเดียวถึง 3 ขั้น

ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของประเทศ ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงพรวดเดียวถึง 3 ขั้น จากเดิมอยู่ที่ระดับ 0.1% มาอยู่ที่ ลบ 0.1% สำหรับเงินฝากของธนาคารและสถาบันการเงินที่ฝากไว้กับบีโอเจ พร้อมกับประกาศคงเป้าหมายการซื้อคืนพันธบัตรเอาไว้ที่ปีละ 80 ล้านล้านเยน (ราว 23 ล้านล้านบาท) ต่อไป เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ

“ธนาคารกลางญี่ปุ่นจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกหากพิจารณาเห็นสมควร” แถลงการณ์ของบีโอเจ ระบุ โดยอัตราดอกเบี้ยติดลบจะมีผลในวันที่ 16 ก.พ.ที่จะถึงนี้ จากมติ 5 ต่อ 4 ในการประชุมเมื่อวันที่ 28-29 ม.ค.ที่ผ่านมา 

ในขณะเดียวกัน บีโอเจเลื่อนเวลาที่อัตราเงินเฟ้อจะถึงเป้าหมายออกไปจากครึ่งหลังของปีงบประมาณ 2559 หรือในเดือน เม.ย.ที่จะถึงนี้ เป็นครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2560 พร้อมคาดว่าอัตราเงินเฟ้อสำหรับปีงบประมาณ 2559 นี้ จะอยู่ที่ 0.8% เมื่อเทียบกับ 0.5% ตลอดเดือน ม.ค.-ธ.ค. 2558

ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นปรับตัวลง 1.6% ในเดือน ธ.ค. ต่อเนื่องจากเดือน พ.ย.ที่หดตัวไปแล้ว 0.9% ขณะที่การส่งออกญี่ปุ่นลดลง 8% ตลอดปี 2558 ที่ผ่านมา มากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2555

ตลาดหุ้นตอบรับมาตรการของบีโอเจ ดัชนีเอ็มเอสซีไอเอเชีย-แปซิฟิก ปรับตัวขึ้น 1.6% นำโดยดัชนีนิกเกอิพุ่งขึ้นทันทีไปมากกว่า 3% ก่อนจะปิดที่แดนบวก 2.8% หรือ 17,518.30 จุด เมื่อวันที่ 29 ม.ค.ที่ผ่านมา ขณะที่ดัชนีทอปิกซ์ของกรุงโตเกียวปรับขึ้น 2.87% เช่นเดียวกับดัชนีฮั่งเส็งขึ้น 2.54% และคอมโพสิตเกาหลีใต้ขึ้น 0.27% รวมถึงดัชนีหุ้นไทยทะยานขึ้น ปิดที่ระดับ 1,300.98 จุด บวก 0.98%

ด้านเงินเยนอ่อนค่าลง 1% เมื่อเทียบกับค่าเงินยูโร ขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น 2 ปี ปรับตัวลงไป  0.085% รวมถึงผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น 10 ปี ก็ตกลงไปที่ 0.09% เข้าใกล้ผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลเยอรมนีมากขึ้น ห่างกันเพียง 0.31% เท่านั้น ส่วนเงินบาทแข็งค่าขึ้นปิดที่  35.70/73 บาท เช่นเดียวกับสกุลเงินในภูมิภาค เนื่องจากนักลงทุนหันมาโฟกัสเศรษฐกิจในภูมิภาคดีขึ้น

มาริ อิวาชิตะ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์เอสเอ็มบีซี เฟรนด์ ซีเคียวริตี้ส์ ในกรุงโตเกียว เปิดเผยว่า มาตรการของบีโอเจเป็นรูปแบบเดียวกับมาตรการของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) จึงกลายเป็นการแข่งขันการใช้ดอกเบี้ยติดลบกันของธนาคารกลางทั้งสองแห่ง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของตลาดเกิดใหม่และราคาน้ำมันถูกส่งผลให้ความต้องการเงินเยนและยูโรในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยเพิ่มมากขึ้นและผลักดันให้เงินแข็งค่าขึ้น

สอดคล้องกับไดซากุ อูเอโนะนักกลยุทธ์ค่าเงินของมิตซูบิชิ ยูเอฟเจ มอร์แกน สแตนลีย์ ซีเคียวริตี้ส์ ในกรุงโตเกียว ระบุว่า หลังบีโอเจลดดอกเบี้ย อีซีบีอาจจะปรับลดดอกเบี้ยติดลบมากขึ้นอีก รวมถึงอาจจะขยายมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ออกไปภายหลังการประชุมอีซีบีในเดือน มี.ค.

ก่อนหน้านี้ อีซีบีปรับลดดอกเบี้ยลงจาก ลบ 0.2% เป็น ลบ 0.3% รวมถึงขยายเวลาการใช้คิวอีที่เดือนละ 6 หมื่นล้านยูโร (ราว 2.3 ล้านล้านบาท) ออกไปจนถึงเดือน มี.ค. 2560

มาริโอ ดรากี ประธานอีซีบี ส่งสัญญาณขยายมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมในเดือน มี.ค.ที่จะถึงนี้ โดยเฉพาะมาตรการคิวอี ภายหลังมีความเสี่ยงที่จะกดดันให้เศรษฐกิจยุโรปไม่ฟื้นตัว

เบน เมย์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ฝ่ายยูโรโซนของออกซฟอร์ด อีโคโนมิกส์ เปิดเผยว่า ราคาน้ำมันที่ลดลงจะเป็นปัจจัยกดดันอัตราเงินเฟ้อให้ไม่ถึงเป้าหมาย คาดจะอยู่ที่เพียง 0.2% ในปีนี้เท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าที่อีซีบีคาดการณ์ไว้ที่ 1% และต่ำกว่าเป้าหมายที่อีซีบีตั้งเอาไว้ที่ต่ำกว่า 2% เล็กน้อย

“ข่าวเศรษฐกิจจีนที่ไม่สู้ดียังสร้างความกังวลให้อุตสาหกรรมและการส่งออกของยูโรโซนให้อ่อนแอมากขึ้น” เมย์ กล่าว

ด้านธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ประกาศอัดฉีดเพิ่มอีก 1 แสนล้านหยวน (ราว 5.3 แสนล้านบาท) โดยผ่านข้อตกลงซื้อคืน 7 วัน เป็นมูลค่า 2 หมื่นล้านหยวน (ราว 1.06 แสนล้านบาท) และข้อตกลงซื้อคืน 28 วัน อีก 8 หมื่นล้านหยวน(ราว 4.24 แสนล้านบาท) รวมทั้งสัปดาห์อัดฉีดไปแล้ว 6.9 แสนล้านหยวน (ราว 3.65 ล้านล้านบาท) เพื่อรองรับความต้องการเงินทุนในช่วงเทศกาลตรุษจีนที่จะถึงนี้ เมื่อรวมทั้งเดือน ม.ค. แล้ว จีนอัดฉีดรวม 1.9 ล้านล้านหยวน (ราว 10 ล้านล้านบาท)

หลิวชางเจียง นักวิเคราะห์พันธบัตรและหุ้นกู้จากซูชอว์ ซีเคียวริตี้ส์ เปิดเผยกับสำนักข่าวบลูมเบิร์ก ว่า นอกจากการอัดฉีดจะเป็นไปตามความต้องการเงินทุนในช่วงตรุษจีนแล้ว ยังเป็นช่องทางการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการปรับลดอัตราเงินทุนสำรองของธนาคารพาณิชย์ (อาร์อาร์อาร์) น้อยลงอีกด้วย เนื่องจากการปรับลดอาร์อาร์อาร์จะกระทบต่อค่าเงินหยวนที่อ่อนค่าอยู่แล้ว

ก่อนหน้านี้ จีนปรับลดอาร์อาร์อาร์ไปแล้ว 4 ครั้ง ตลอดปี 2558 ที่ผ่านมา รวมถึงยังปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงถึง 6 ครั้ง นับตั้งแต่เดือน พ.ย. 2557 จาก 6% เหลือ 4.35%

“เมื่อธนาคารกลางเริ่มไม่เต็มใจจะตัดอัตราเงินทุนสำรองแบงก์พาณิชย์ มาตรการกู้ยืมระยะสั้นจึงเป็นหนทางเดียวที่จะคงเสถียรภาพตลาดได้” หลิวชางเจียง กล่าว

ด้านศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ คาดการณ์ว่า เงินเยนมีแนวโน้มอ่อนค่า ในขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ยังมีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายต่อในปีนี้ ส่วนบีโอเจอาจจะออกมาตรการผ่อนคลายนโยบายทางเงินเพิ่มเติม ส่งผลให้เงินเยนมีแนวโน้มอ่อนลงได้เล็กน้อยในปีนี้  ซึ่งผู้ประกอบการที่มีรายได้ในรูปเงินเยนอาจพิจารณาป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน“เศรษฐกิจยุโรปยังมีความไม่แน่นอน ซึ่งอาจทำให้อีซีบีขยายมาตรการผ่อนคลายเพิ่มเติม และจีนอาจปรับลดค่าเงินหยวนลงอีก จะนำมาซึ่งความผันผวนของการเคลื่อนย้ายเงินทุนในตลาดการเงินทั่วโลก

นักค้าเงินธนาคารกรุงเทพ คาดว่าในสัปดาห์หน้าเงินบาทน่าจะแข็งค่าต่อเนื่องในกรอบ 35.50–35.80 บาท

อมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า บีโอเจใช้ยาแรงเกินกว่าที่ตลาดคาดไว้ และสะท้อนถึงทิศทางสงครามค่าเงินที่จะขยายวงกว้างยิ่งขึ้น จากการที่ญี่ปุ่นพยายามทำให้เงินเยนอ่อนค่าเพื่อพยุงการส่งออก

อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์เริ่มมองว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นอาจจะดื้อยา หลังจากพยายามทุกวิถีทางยังกระตุ้นไม่สำเร็จ หากทำไม่ได้อาจเผชิญเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิค คาดว่าญี่ปุ่นต้องมีมาตรการเพิ่มเติม 

สำหรับประเทศไทยคาดว่าจะมีเงินไหลเข้าทำให้เงินบาทจะแข็งค่าชั่วคราว แต่ระยะยาวยังอ่อนค่าจากการขึ้นดอกเบี้ยสหรัฐ และจีนมีโอกาสลดค่าเงินหยวน 

พิมลวรรณ มหัจฉริยวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า มาตรการของบีโอเจส่งผลดีกับการส่งออกของไทยไปญี่ปุ่น แต่ต้องติดตามผลกระทบระยะสั้นจากเงินเยนอ่อนค่าและตลาดเงินผันผวน ผู้ส่งออก-นำเข้าควรป้องกันความเสี่ยงไว้เสมอ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท