
ฟอร์ดถอนตัวหนีญี่ปุ่น-อินโดฯ
ฟอร์ดปิดทุกหน่วยดำเนินการหลังไม่ทำกำไร-ฮุนไดกำไรลดต่อเนื่อง 8 ไตรมาส
ฟอร์ดปิดทุกหน่วยดำเนินการหลังไม่ทำกำไร-ฮุนไดกำไรลดต่อเนื่อง 8 ไตรมาส
ฟอร์ด มอเตอร์ บริษัทผู้ผลิตยานยนต์สัญชาติอเมริกัน ประกาศว่า จะปิดหน่วยดำเนินการทุกหน่วยในญี่ปุ่นและอินโดนีเซีย ภายในสิ้นปีนี้ เนื่องจากไม่สามารถเพิ่มยอดขายหรือทำกำไรได้หลังยอดขายรวมใน 2 ตลาดอยู่ที่เพียง 1.1 หมื่นคันเท่านั้น ยกเว้นหน่วยบริการลูกค้าที่ให้บริการด้านอะไหล่และการประกัน
ทั้งนี้ ปี 2015 ที่ผ่านมา ยอดขายรถยนต์ฟอร์ดในญี่ปุ่นอยู่ที่ 5,000 คัน หรือคิดเป็น 0.1% ของตลาดรถยนต์ญี่ปุ่นเท่านั้น ในขณะที่ยอดขายในอินโดนีเซียอยู่ที่ 6,100 คัน หรือคิดเป็น 0.6% ของส่วนแบ่งการตลาดรถยนต์ในอินโดนีเซีย
คาเรน แฮมป์ตัน โฆษกของ ฟอร์ดในเอเชียแปซิฟิก แถลงว่า ก่อนหน้านี้ทางบริษัทได้พยายามทำทุกทางเพื่อกระตุ้นยอดขายและผลประกอบการแล้ว แต่ไม่ประสบความสำเร็จ โดยในปัจจุบันฟอร์ดอยู่ระหว่างดำเนินการปรับโครงสร้างธุรกิจ ทำให้ต้องปิดศูนย์ตัวแทนธุรกิจและระงับการนำเข้ารถฟอร์ดในญี่ปุ่นและอินโดนีเซีย
ก่อนหน้านี้ เจนเนอรัล มอเตอร์ส (จีเอ็ม) ผู้ผลิตยานยนต์จากสหรัฐ ได้ปิดโรงงานในอินโดนีเซียลงเช่นกันเมื่อปี 2015 แม้อินโดนีเซียถือเป็นตลาดรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุด ในเอเชีย เนื่องจากการแข่งขันที่รุนแรงจากผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่น ที่ถือส่วนแบ่งทางการตลาดอยู่ราว 80%
นอกจากนี้ ยอดขายในอุตสาห กรรมยานยนต์ทั้งในอินโดนีเซียและญี่ปุ่นลดลงอย่างมากตลอด 2 ปีที่ผ่านมา โดยยอดขายรถยนต์ในญี่ปุ่นอยู่ที่ประมาณ 5 ล้านคัน ในปีที่ผ่านมา ขณะที่บริษัทผู้ผลิตรถยนต์จากต่างชาติมีส่วนแบ่งตลาดในญี่ปุ่น อยู่น้อยกว่า 6%
ขณะเดียวกัน ฮุนได มอเตอร์ ผู้ผลิตยานยนต์สัญชาติเกาหลี เปิดเผยผลประกอบการไตรมาส 4 ปี 2015 ลดลง 7.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า มาอยู่ที่ 1.5 ล้านล้านวอน (ราว 4 หมื่นล้านบาท) ซึ่งเป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 8 เป็นผลมาจากนโยบายลดราคาเพื่อส่งเสริมการขายในสหรัฐ และความต้องการในตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่กำลังชะลอตัว
ขณะเดียวกัน ผลประกอบการโดยรวมปี 2015 ลดลง 14.9% อยู่ที่ 6.42 ล้านล้านวอน (ราว 1.9 แสนล้านบาท) ต่ำสุดในรอบ 5 ปี นอกจากนี้ ลีวูนฮี ประธานฝ่ายการเงิน ฮุนได คาดการณ์ว่าอัตราการขยายตัวของตลาดรถยนต์ในจีนจะยังชะลอตัวในปี 2016 แม้จะมีมาตรการลดหย่อนทางภาษีช่วยกระตุ้นความต้องการรถยนต์ขนาดเล็ก
ด้าน คิมจินวู นักวิเคราะห์จากโคเรีย อินเวสต์เมนต์ แอนด์ ซีเคียวริตี้ บริษัทหลักทรัพย์ในเกาหลีใต้ ระบุว่า ปัจจัยด้านลบอย่างราคาน้ำมันที่ตกต่ำและความต้องการในตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่ชะลอตัว จะยังเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อธุรกิจ ยานยนต์ของเกาหลีใต้ แม้ค่าเงินวอนเกาหลีใต้ที่อ่อนค่าเมื่อเทียบค่าเงินเยน จะทำให้ฮุนไดได้รับเงินใน รูปแบบสกุลเงินวอนเพิ่มขึ้นเมื่อขายในรูปแบบเงินเยนก็ตาม







