
เมืองไทยน่าห่วง ขึ้นที่ 10 ก่อการร้ายโลก
แม้ว่าประเทศไทยจะไม่ได้เป็นพื้นที่ใจกลางหลักของเครือข่ายกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม (ไอเอส)
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
แม้ว่าประเทศไทยจะไม่ได้เป็นพื้นที่ใจกลางหลักของเครือข่ายกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม (ไอเอส) ที่กำลังก่อตัวขึ้นในอาเซียน มากเท่ากับอินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ทว่าสถานการณ์ภัยก่อการร้ายของไทยในมุมมองของต่างชาติ กลับไม่ได้ดีไปกว่ากันมากนัก
จากการจัดอันดับดัชนีการก่อการร้ายโลก ปี 2015 โดยสถาบันเศรษฐศาสตร์และสันติภาพ (ไออีพี) ในประเทศออสเตรเลีย ที่เปิดเผยอันดับประเทศเสี่ยงต่อภัยก่อการร้าย พบว่า ประเทศไทยอยู่ในอันดับ 10 ของโลก จากทั้งหมด 162 ประเทศ และยังขึ้นเป็นอันดับ 1 ในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เลยทีเดียว
เท่ากับว่าความเสี่ยงภัยก่อการร้ายของประเทศไทย ที่เราแทบไม่ได้ยินการใช้คำนี้จากปากของหน่วยงานราชการและความมั่นคง รุนแรงเป็นรองเพียงประเทศที่ตกเป็นข่าวทั่วโลกรายวัน ได้แก่ อิรัก อัฟกานิสถาน ไนจีเรีย ปากีสถาน ซีเรีย อินเดีย เยเมน โซมาเลีย และลิเบีย
นอกจากนี้ สถานการณ์ของไทยซึ่งประมวลจากเหตุการณ์ทั้งหมดในปี 2014 ยังนับว่าน่าเป็นห่วงที่สุดในอาเซียน โดยมีฟิลิปปินส์ตามมาติดๆ ในอันดับที่ 11 อินโดนีเซีย ที่ 33/เมียนมา ที่ 41/มาเลเซีย ที่ 49/กัมพูชา ที่ 113 และลาว ในอันดับที่ 121
แน่นอนว่าตัวเลขที่แตกต่างกันอย่างมากระหว่างไทยกับอินโดนีเซีย หรือการที่อันดับของไทยแซงหน้าหลายประเทศที่มีภัยก่อการร้ายบ่อยครั้งในตะวันออกกลางและแอฟริกา ย่อมทำให้หลายฝ่ายเกิดคำถามถึงการ “นิยามคำจำกัดความของคำว่า ก่อการร้าย”
ไออีพีจึงเลือกใช้นิยามของสำนักวิจัยแห่งชาติด้านการศึกษาและรับมือการก่อการร้าย (START) ในออสเตรเลีย ที่จำกัดความก่อการร้ายว่าเป็นภัยคุกคามหรือการกระทำที่ใช้ความรุนแรงหรือกำลังอย่างผิดกฎหมาย โดยกลุ่มที่ไม่ได้มีฐานะเป็นรัฐ เพื่อจุดมุ่งหมายทางการเมือง เศรษฐกิจ ศาสนา และสังคม ผ่านความหวาดกลัว ข่มขู่ และบังคับ
ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่เหตุการณ์ต่างๆ ในไทยจะถูกนิยามว่าเป็นการก่อการร้าย ตั้งแต่การชุมนุมทางการเมืองในกรุงเทพฯ ที่บานปลายเป็นความรุนแรง ไปจนถึงสถานการณ์รุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
การจัดอันดับดังกล่าวซึ่งประมวลสถานการณ์ในปี 2014 ที่ผ่านมา ระบุว่า 2 ใน 3 ของเหตุก่อการร้ายในไทยปี 2014 เกิดขึ้นใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คร่าชีวิตประชาชนกว่า 6,000 ราย จากฝีมือของกลุ่มก่อการร้ายหลายกลุ่ม อาทิ ขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปัตตานี (บีอาร์เอ็น) และกลุ่มอาร์เคเค
ส่วนเหตุก่อการร้ายที่เหลือส่วนใหญ่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ ซึ่งมีด้วยกันหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการสุ่มยิง หรือระเบิด ที่เกิดขึ้นช่วงที่มีการต่อต้านรัฐบาล ทว่ายังไม่นับรวมเหตุระเบิดย่านราชประสงค์ เมื่อวันที่ 17 ส.ค. 2015 ที่เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 20 ราย
ทั้งนี้ ตัวเลขผู้เสียชีวิตรวมจากภัยก่อการร้ายของไทยอยู่ที่ 156 ราย เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 16 ราย แต่ยังคงน้อยกว่าตัวเลขสูงสุด 255 ราย เมื่อปี 2009 โดยความสูญเสียส่วนใหญ่มาจากเหตุความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ขณะที่การก่อเหตุในกรุงเทพฯ อยู่ที่ 58 ครั้ง เพิ่มขึ้นถึง 5 เท่าจากปีก่อนหน้าที่ 9 ครั้ง
นอกจากนี้ รายงานจีทีไอยังระบุด้วยว่า การกระทำของกลุ่มต่อต้านรัฐบาลที่นำไปสู่การรัฐประหารในไทยนั้น ถือเป็นการก่อการร้าย เนื่องจากมีการใช้ความรุนแรง ตัวผู้กระทำไม่ใช่รัฐ และเป้าหมายของการก่อเหตุคือการเมือง
กระนั้นก็ตาม เป้าหมายและขอบเขตของกลุ่มการเมืองก็มีความแตกต่างจากกลุ่มก่อการร้ายอย่างไอเอส โบโกฮาราม และกลุ่มเตห์รีค-ไอ-ตาลีบัน ปากีสถาน (ทีทีพี) ค่อนข้างมาก เนื่องจากกลุ่มการเมืองในไทยมีเป้าหมายเพื่อรักษาอำนาจทางการเมืองไว้ ไม่ต้องการให้เกิดความสูญเสีย
อย่างไรก็ดี ความพยายามของรัฐบาลไทยในการเจรจาสันติภาพร่วมกับกลุ่มบีอาร์เอ็น ถือเป็นก้าวสำคัญในการแก้ไขปัญหาการก่อการร้ายในประเทศ
ม.ล.สุรวุฒิ ทองแถม รองประธานอาวุโส ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ ผู้บริหารโรงแรมอมารี โอโซ และชามา กล่าวว่า การก่อวินาศกรรมคงไม่มีผลกระทบกับการท่องเที่ยวไทยมาก เพราะจุดเกิดเหตุห่างไกลจากไทย อีกทั้งไทยเองก็เป็นประเทศที่ปลอดภัย ไม่เคยมีข้อพิพาทกับใคร มีการเปิดเสรีให้กับทุกชาติศาสนาที่ต้องการเดินทางมา และที่ผ่านมารัฐบาลก็เฝ้าระวังมาตลอด จะเห็นได้ว่าแม้เกิดเหตุระเบิดที่ย่านราชประสงค์ปี 2015 แต่ผลกระทบนักท่องเที่ยวก็หายไปเพียงชั่วครู่เท่านั้นก็กลับมาเที่ยวคึกคักเช่นเดิม
ด้าน อมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า ภัยก่อการร้ายเป็นความเสี่ยงใหม่ของอาเซียน ที่อาจจะกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศ MIST หรือมาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และไทย แต่เป็นความเสี่ยงชั่วคราว และระยะสั้นมากกว่า
อย่างไรก็ตาม นัยต่อเศรษฐกิจมาจากความหวาดกลัว ซึ่งกระทบกับความเชื่อมั่น 2 ด้าน คือ ความเชื่อมั่นการบริโภคและการลงทุน เนื่องจากคนกลัวที่จะไปที่ชุมชน และกังวลการซื้อสินค้าคงทน อีกด้านหนึ่ง คือ ความเชื่อมั่นการท่องเที่ยว ที่นักท่องเที่ยวมักหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีปัญหา
อย่างไรก็ตาม หากเกิดขึ้นในไทย จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจค่อนข้างมาก เพราะไทยพึ่งพาการท่องเที่ยวมากกว่า 10% ของจีดีพี
อย่างไรก็ตาม บริษัทหรือสถาบันการเงินในไทยเริ่มมีการนำปัจจัยเสี่ยงจากการก่อการร้ายเข้าไปเป็นหนึ่งในแผนทดสอบความแข็งแกร่งของธุรกิจ (สเตรสเทส) เพื่อวัดผลกระทบต่อเศรษฐกิจและธุรกิจ แต่น้ำหนักยังไม่มากเท่ากับปัจจัยเสี่ยงหลักจากปัจจัยภายนอก คือ จีน สหรัฐ และน้ำมัน และปัจจัยภายใน คือ ภัยแล้ง เศรษฐกิจ และการเมือง







