
เลือกตั้งเมียนมา 2015 เปิดประตูสู่ประชาธิปไตย
ปี 2015 เป็นปีแห่งการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของเมียนมาอย่างแท้จริง โดยเฉพาะการเลือกตั้ง
โดย...ช้องนาง ปรีชาเจริญศิลป์
ปี 2015 เป็นปีแห่งการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของเมียนมาอย่างแท้จริง โดยเฉพาะการเลือกตั้ง 2015 เมื่อวันที่ 8 พ.ย. ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นการเลือกตั้งที่มีความเป็นประชาธิปไตยที่สุดในเมียนมา และเป็นการเปลี่ยนผ่านประเทศไปสู่อนาคต ทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมอย่างแท้จริง
การเลือกตั้งที่ผ่านมาเป็นที่จับตามองจากหลายฝ่ายเป็นอย่างมากว่า รัฐบาลเมียนมาจะสามารถจัดการเลือกตั้งที่เป็นไปตามแนวทางประชาธิปไตยได้หรือไม่ ท่ามกลางความกังวลว่าการเลือกตั้ง 2015 จะล่มไม่เป็นท่า เหมือนที่เคยเกิดขึ้นเมื่อปี 1990 ปี 2010 และการเลือกตั้งซ่อมปี 2012 ที่รัฐบาลเมียนมาและกองทัพใช้เล่ห์เหลี่ยมเอาชนะการเลือกตั้ง
ทว่า ผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการสร้างความตกตะลึงให้กับทุกฝ่าย โดยพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) ที่นำโดย อองซานซูจี สตรีสัญลักษณ์ของประชาธิปไตย คว้าชัยถล่มทลาย ครองเสียงส่วนใหญ่ในสภาได้ถึง 79% ซึ่งสามารถจัดตั้งรัฐบาลและเลือกประธานาธิบดีได้ด้วยพรรคเดียว
ด้านพรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (ยูเอสดีพี) ที่นำโดยประธานาธิบดีเต็งเส่ง คว้าที่นั่งไปได้เพียง 8.5% เท่านั้น และที่นั่งในสภาอีก 25% เป็นของกองทัพ
ยิ่งไปกว่านั้น อองซานซูจี ยังสร้างความประหลาดใจอีกครั้ง ด้วยการเข้าพบประธานาธิบดีเต็งเส่ง และ พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) ของเมียนมา โดยเน้นไปที่ประเด็นการปรองดองแห่งชาติ การเปลี่ยนผ่านอำนาจอย่างสันติ เพื่อสร้างเสถียรภาพ เอกภาพ การพัฒนา และหลักนิติธรรม
นอกจากนี้ อองซานซูจี ยังได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการจาก พล.อ.อาวุโส ตานฉ่วย อดีตผู้นำสูงสุดของเมียนมา และเป็นคนสั่งกักตัว อองซานซูจี เมื่อปี 1989 รวมระยะเวลา 25 ปี ที่ระบุว่าจะสนับสนุน อองซานซูจี ในฐานะว่าที่ “ผู้นำของประเทศในอนาคต”
การที่ขั้วตรงข้ามสองฝ่ายระหว่าง อองซานซูจี กับอดีตผู้นำ ประธานาธิบดี และผบ.สส.ของเมียนมา เข้าพบหารือกัน ถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับการเปลี่ยนผ่านสู่อนาคตของเมียนมาอย่างแท้จริง แต่อนาคตยังยากจะระบุได้
อนาคตการเมืองเมียนมา เป็นไปได้ยาก แต่เป็นไปได้
แม้พรรคเอ็นแอลดีจะครองเสียงส่วนใหญ่ในสภา แต่สิ่งหนึ่งที่ท้าทาย อองซานซูจี และพรรค คือการเจรจาเพื่อสันติกับกองทัพและชนกลุ่มน้อยที่ต่อต้าน อองซานซูจี มาโดยตลอด
ฟิโอนา แมคเกรเกอร์ ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์เดอะการ์เดียนของอังกฤษ ชี้ว่า หากพรรคเอ็นแอลดียังยืนยันจะเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญในส่วนของการจัดสรรที่นั่งในสภาให้กับกองทัพ และต้องการแสวงหาสันติภาพในเมียนมา ล้วนต้องอาศัยความร่วมมือจากกองทัพในการให้ความยินยอม
อีกประเด็นหนึ่งที่เป็นที่จับตามองอย่างมาก คือ ประธานาธิบดีคนใหม่ของเมียนมา ซึ่งแม้รัฐธรรมนูญเมียนมาจะกีดกันไม่ให้ อองซานซูจี ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี แต่หัวหน้าพรรคเอ็นแอลดีประกาศชัดแล้วว่าจะอยู่เหนือประธานาธิบดี
“ฉันจะอยู่เหนือประธานาธิบดี รัฐธรรมนูญไม่ได้ระบุถึงการอยู่เหนือประธานาธิบดี ฉันวางแผนไว้หมดแล้วสำหรับการเป็นรัฐบาล เมียนมาจะมีประธานาธิบดีที่บริหารประเทศโดยสอดคล้องกับนโยบายพรรคเอ็นแอลดี” อองซานซูจี กล่าว
หมายความว่า อองซานซูจี จำเป็นต้องเชื่อมสัมพันธ์กับกองทัพเพื่อการบริหารประเทศอย่างราบรื่น เนื่องจากกองทัพครองตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหม มหาดไทย และต่างประเทศ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญอย่างมาก โดยนอกจากกองทัพแล้ว อองซานซูจี ยังต้องสานสัมพันธ์กับพรรคการเมืองอื่นด้วย
ล่าสุด อูวินเต่ง โฆษกพรรคเอ็นแอลดี ออกมาแย้มว่าคนที่จะดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนต่อไปไม่ใช่คนที่เป็นจุดเด่นหรือเป็นจุดสนใจเลย อย่างไรก็ดี คนที่จะมาเป็นตัวแทนพรรคเอ็นแอลดีจะต้องมีความซื่อสัตย์และอุทิศตน แต่การบริหารประเทศอาจประสบปัญหา เนื่องจากการขาดประสบการณ์
แมคเกรเกอร์ ยังระบุอีกด้วยว่า อนาคตทางการเมืองของเมียนมายังไกลจากเป้าหมายที่ อองซานซูจี ตั้งเอาไว้ แต่มีอยู่ 2 ประเด็นที่เห็นได้ชัดเจนเป็นรูปธรรมแล้ว คือ กองทัพจะไม่เข้ามาแทรกแซงทางการเมืองมากเหมือนครั้งก่อน และอองซานซูจีจะเป็นผู้นำรัฐบาล แต่อำนาจของบรรดาพลเอกทั้งหลายในกองทัพยังคงดำเนินต่อไป
ทิศทางเศรษฐกิจเมียนมา ค่อยเป็นค่อยไปอย่างมั่นคง
หนังสือพิมพ์วอลสตรีท เจอร์นัล วิเคราะห์ว่า แม้การเลือกตั้ง 2015 จะเป็นการพลิกโฉมประวัติศาสตร์เมียนมาไปในทิศทางที่ดีขึ้น แต่ผลลัพธ์ในด้านเศรษฐกิจอาจไม่เห็นได้ชัดอย่างเป็นรูปธรรมในทันที เนื่องจากการตกอยู่ภายใต้กองทัพมาอย่างยาวนาน ส่งผลให้ธุรกิจบางประเภทเอื้อต่อกองทัพมากกว่าประเทศในภาพรวม
สอดคล้องกับความต้องการของพรรคเอ็นแอลดี ที่ต้องการสร้างความเชื่อมโยงกับรัฐบาลชุดก่อนหน้า และไม่ต้องการเปลี่ยนระบบการบริหารจากหน้ามือเป็นหลังมือในทันที แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องแก้ไขปัญหาการคอร์รัปชั่นให้ลดลงด้วยเช่นกัน ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีปัญหาคอร์รัปชั่นมากที่สุดประเทศหนึ่งในโลก
จากคำบอกกล่าวของ หันต่ามิน คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจพรรคเอ็นแอลดี ชี้ให้เห็นว่า แม้จะครองเสียงส่วนใหญ่ในสภา แต่จำเป็นต้องประนีประนอมกับกองทัพเพื่อการพัฒนาในด้านเศรษฐกิจ โดยพรรคไม่สามารถโอนธุรกิจที่อยู่ภายใต้กองทัพให้มาอยู่ภายใต้การกำกับของรัฐบาล หรือปฏิรูปรัฐวิสาหกิจได้ทันที
ธุรกิจที่อยู่ภายใต้กองทัพ ได้แก่ ยูเนี่ยน ออฟ เมียนมา อีโคโนมิก โฮลดิ้งส์ (ยูเอ็มอีเอชแอล) และเมียนมา อีโคโนมิก คอร์ปอเรชั่น (เอ็มอีซี) ซึ่งทำธุรกิจเกี่ยวกับเครื่องดื่ม เหล็ก ปูน หยก และอัญมณี
แม้พรรคเอ็นแอลดีไม่สามารถดำเนินการใดๆ กับบริษัททั้งสองได้ แต่ก่อนหน้านี้สหรัฐคว่ำบาตรบริษัททั้งสองแห่ง เนื่องจากมีความสัมพันธ์กับกองทัพ
ดังนั้น ความท้าทายอย่างหนึ่งที่พรรคเอ็นแอลดีต้องเจอ คือการจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นจากบริษัทและธุรกิจที่ได้รับการขึ้นบัญชีดำจากสหรัฐ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริษัทที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติ เพราะฉะนั้นพรรคต้องแก้ไขปัญหาการเล่นพรรคเล่นพวกของกองทัพในบริษัทเหล่านี้อย่างค่อยเป็นค่อยไป
นอกจากภาคธุรกิจแล้ว พรรคยังต้องให้ความสำคัญกับภาคการผลิตและภาคการท่องเที่ยว เนื่องจากสามารถสร้างงานให้กับประเทศได้จำนวนมาก ในส่วนของภาคเกษตรกรรมนั้นเป็นเป้าหมายหลักของพรรคที่ต้องการดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ เพื่อพัฒนาการเกษตรให้มีความทันสมัยมากยิ่งขึ้น
สำหรับเขตเศรษฐกิจพิเศษต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเขตเศรษฐกิจติละวา และเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ซึ่งเริ่มต้นโครงการในช่วงรัฐบาลเต็งเส่งนั้น หม่องหม่องเต็ง รัฐมนตรีการคลังของเมียนมาคนปัจจุบัน กล่าวว่า พรรคเอ็นแอลดียังไม่ให้ความสนใจกับโครงการทั้งสองเท่าที่ควร ทั้งๆ ที่สามารถดึงดูดนักลงทุนได้จำนวนมาก
วอลสตรีท เจอร์นัล ยังระบุด้วยว่า บรรดานักลงทุนส่วนใหญ่เป็นกังวลต่อทิศทางด้านเศรษฐกิจของประเทศ และกังวลว่าพรรคเอ็นแอลดีจะลืมจุดยืนของตัวเองเมื่อเปลี่ยนตำแหน่งจากพรรคฝ่ายค้านมาเป็นรัฐบาล







