เจาะตลาดฟิลิปปินส์ โอกาสอาหาร-วัสดุก่อสร้าง
เมื่อพูดถึงการขยายธุรกิจในต่างประเทศ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่อาจไม่ได้คิดถึง "ฟิลิปปินส์" เพราะอาจมองว่าอยู่ไกลจากประเทศไทย
โดย...ทีมข่าวประชาคมอาเซียนโพสต์ทูเดย์
เมื่อพูดถึงการขยายธุรกิจในต่างประเทศ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่อาจไม่ได้คิดถึง "ฟิลิปปินส์" เพราะอาจมองว่าอยู่ไกลจากประเทศไทย แถมภูมิประเทศยังเป็นเกาะแก่งจำนวนมาก อาจไม่สะดวกต่อการกระจายสินค้ามากนัก
แต่หากมองในแง่จำนวนประชากร ชนชั้นกลางที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว ประกอบกับพฤติกรรมการบริโภคของชาวฟิลิปปินส์แล้ว ที่นี่อาจเป็นโอกาสใหม่สำหรับผู้ประกอบการไทยที่กำลังมองหาลู่ทางธุรกิจในต่างประเทศ
ปัจจุบันฟิลิปปินส์เป็นตลาดส่งออกอันดับ 10 ของไทย โดยในช่วงเดือน ม.ค.-ต.ค. 2558 ไทยส่งออกสินค้าไปฟิลิปปินส์ มูลค่า 185,871.94 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.20% จากช่วงเดียวกันของปี 2557
รชกร ศักดิ์ศรี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ชี้โอกาสทองลงทุนในแดนตากาล็อกว่า คือ ธุรกิจอาหารและสินค้าเกษตร เนื่องจากฟิลิปปินส์มีประชากรจำนวนมาก หรือกว่า 100 ล้านคน แต่มีพื้นที่น้อย เกิดภัยธรรมชาติบ่อย และผลผลิตทางการเกษตรไม่เพียงพอต่อความต้องการบริโภค ดังนั้น จึงเป็นโอกาสให้นักธุรกิจไทยส่งสินค้าอาหาร เครื่องดื่ม ทั้งสินค้าเกษตรและอาหารแปรรูป ไปจำหน่ายในฟิลิปปินส์
"โดยทั่วไปชาวฟิลิปปินส์ มองว่า สินค้าไทยมีคุณภาพดี มีราคาเหมาะสม สามารถซื้อหามาบริโภคได้ นอกจากส่งสินค้ามาขายแล้ว ผู้ประกอบการก็อาจจะเข้ามาตั้งโรงงานแปรรูปสินค้าเกษตรและผลิตอาหาร เพราะไทยมีความเชี่ยวชาญด้านนี้ ขณะที่กระบวนการและเทคโนโลยีการผลิตของฟิลิปปินส์ยังไม่ก้าวหน้ามากนัก"
ขณะเดียวกัน ก็ยังมีโอกาสในธุรกิจวัสดุก่อสร้างที่เติบโตตามนโยบายพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐานของประเทศ ซึ่งผู้ประกอบการไทยอาจส่งสินค้าประเภทนี้มาจำหน่าย หรือตั้งโรงงานผลิตวัสดุก่อสร้าง โดยใช้วัตถุดิบจากในฟิลิปปินส์ เช่น ทราย หิน ปูน เป็นต้น
ธุรกิจชิ้นส่วนยานยนต์และอุปกรณ์ตกแต่ง คือ อีกธุรกิจที่กำลังเติบโต เป็นผลจากชาวฟิลิปปินส์ที่เริ่มมีรายได้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีความต้องการซื้อรถยนต์มากขึ้น เห็นได้จากยอดขายรถยนต์ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นกว่า 20% ขณะที่ถนนและโครงสร้างพื้นฐานของฟิลิปปินส์ยังไม่ดีเท่าที่ควร ทำให้มีการสึกหรอของรถยนต์ และต้องเปลี่ยนอะไหล่ค่อนข้างบ่อย จึงเป็นโอกาสดีที่ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้ามาคว้าได้
รชกร แนะนำผู้ที่สนใจทำการค้า หรือลงทุนในฟิลิปปินส์ ว่า ควรศึกษาความต้องการของตลาดและพฤติกรรมของผู้บริโภค ศึกษากลยุทธ์การตลาดที่ใช้ในฟิลิปปินส์ เพื่อนำมาวางแผนกลยุทธ์การทำธุรกิจให้เหมาะสมกับบริษัทของตัวเอง
พร้อมกับย้ำว่า สิ่งสำคัญที่จะทำให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันในตลาดอาเซียนได้อย่างยั่งยืน คือ นวัตกรรมของสินค้าและการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก
"นวัตกรรมจะสร้างความแตกต่างให้ธุรกิจ และช่วยสร้างมูลค่าอย่างมหาศาล สามารถทำให้ผลิตภัณฑ์ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดีขึ้น ส่วนเรื่องแบรนด์ก็สำคัญไม่แพ้กัน โดยตลาดฟิลิปปินส์หากแบรนด์เป็นที่รู้จักในกลุ่มลูกค้า จะทำให้ขายสินค้าได้ง่ายขึ้น และสามารถเพิ่มราคาสินค้าได้ แต่ปัจจุบันผู้ประกอบการไทยยังให้ความสำคัญกับการสร้างแบรนด์ไม่มากนัก ทำให้พลาดโอกาสทำกำไรไปอย่างน่าเสียดาย"
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางโอกาสที่รออยู่ ผู้ประกอบการไทยก็ต้องตระหนักถึงความท้าทายต่างๆ ได้แก่ กฎระเบียบที่ยังค่อนข้างยุ่งยากซับซ้อน ทั้งการนำเข้า จดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจ และการลงทุน อีกทั้งยังมีมาตรการกีดกันทางการค้า เช่น ในกลุ่มผลไม้ ตอนนี้ไทยส่งผลไม้มาขายในฟิลิปปินส์ได้เพียง 2 ชนิด คือ ลองกองและมะขามหวาน และยังมีการจำกัดการลงทุนในหลายกิจการด้วย
อุปสรรคอีกประการ คือ การกระจายสินค้าและระบบโลจิสติกส์ เนื่องจากฟิลิปปินส์มีภูมิประเทศเป็นเกาะ ทำให้การขนส่งสินค้าภายในประเทศมีต้นทุนสูง มีปัญหาความแออัดบริเวณท่าเรือ และยังเป็นประเทศที่ประสบภัยธรรมชาติบ่อย เช่น พายุไต้ฝุ่นปีละไม่ต่ำกว่า 20 ลูก ซึ่งสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน และกระทบต่อกระบวนการจัดส่งสินค้า หรือทำให้การเจรจาธุรกิจล่าช้า ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนการทำธุรกิจสูงขึ้น
ขณะเดียวกัน ยังต้องคำนึงถึงความปลอดภัยในการทำธุรกิจในบางภูมิภาค เช่น บางพื้นที่ในหมู่เกาะมินดาเนายังมีปัญหาก่อการร้ายและอาชญากรรมที่เกี่ยวกับทรัพย์สิน ซึ่งรัฐบาลกำลังพยายามแก้ปัญหาอยู่
จากความท้าทายเหล่านี้ หากผู้ประกอบการไทยได้ศึกษาและเตรียมพร้อมให้ดี ฟิลิปปินส์ ก็เป็นอีกประเทศที่ยังมีโอกาสมากมายรออยู่
กลยุทธ์สินค้าอาหาร
เอกสารของกระทรวงพาณิชย์ได้แนะนำกลยุทธ์การทำตลาดอาหารในฟิลิปปินส์ดังนี้
ผลิตภัณฑ์ ควรพัฒนารูปแบบและส่วนผสมใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง อาจปรับขนาดให้เล็กลง เพื่อให้ผู้บริโภคที่มีรายได้ปานกลาง-ต่ำ สามารถซื้อได้ หากต้องการเจาะตลาดระดับบนหรือพรีเมียม ควรทำบรรจุภัณฑ์ให้ดึงดูดลูกค้ากลุ่มดังกล่าว
ราคา หากต้องการจับกลุ่มประชาชนทั่วไป ควรกำหนดราคาปานกลาง เมื่อเทียบกับสินค้ายี่ห้ออื่นในตลาด แต่หากต้องการเจาะตลาดระดับบน ต้องกำหนดราคาไม่ให้ต่ำเกินไป เพราะจะส่งผลต่อภาพลักษณ์ของตราสินค้า และหากต้องการให้สินค้าเข้าถึงผู้บริโภคทุกกลุ่ม ผู้ประกอบการควรจำหน่ายในราคาต่ำ แต่สินค้ามีปริมาณน้อย
การจัดจำหน่าย ช่องทางยอดนิยมสำหรับจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม คือ ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิม โดยผู้นำเข้าจะติดต่อเครือข่ายดังกล่าวเอง ซึ่งผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าถึงผู้นำเข้าได้ โดยการร่วมงานแสดงสินค้า หรือติดต่อตามรายชื่อที่หน่วยงานราชการไทยแนะนำ
การส่งเสริมการขาย การทำตลาดผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มสามารถทำได้หลายแนวทาง เช่น โฆษณาทางอินเทอร์เน็ต เฟซบุ๊ก และทวิตเตอร์ และอาจจัดกิจกรรมการตลาดในห้างสรรพสินค้า เพื่อแนะนำผลิตภัณฑ์ของบริษัทหรือสร้างความภักดีต่อตราสินค้า และหากมีงบประมาณมากพอ สามารถโฆษณาสินค้าทางโทรทัศน์ได้


