
เจาะขุมทองเวียดนาม ก่อสร้าง-อุตฯส่งออก-บริการ
เวียดนามถือเป็นประเทศที่นักธุรกิจทั้งไทยและต่างประเทศสนใจมากที่สุดประเทศหนึ่งในขณะนี้
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
เวียดนามถือเป็นประเทศที่นักธุรกิจทั้งไทยและต่างประเทศสนใจมากที่สุดประเทศหนึ่งในขณะนี้ ไม่ใช่เพียงแต่เป็นประเทศเกิดใหม่ที่มีเศรษฐกิจเติบโตได้ต่อเนื่องเท่านั้น เสถียรภาพทางการเมือง สิทธิประโยชน์ทางการค้า ล้วนเป็นปัจจัยให้ประเทศที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 3 ของอาเซียนแห่งนี้น่าสนใจ
ข้อมูลของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ยังระบุด้วยว่า มูลค่าการส่งออกจากไทยไปเวียดนามเดือน ม.ค.-ต.ค. 2558 อยู่ที่ 7,315 ล้านเหรียญสหรัฐ เติบโตจากช่วงเดียวกันของปี 2557 ถึง 13.4% เป็นอัตราเติบโตที่มากที่สุดในบรรดาตลาดอาเซียนทั้งหมดด้วย สัญญาณดังกล่าวจึงน่าจะเป็นสัญญาณบวกไปยังนักธุรกิจไทย
สนั่น อังอุบลกุล ประธานสภาธุรกิจไทย-เวียดนาม วิเคราะห์ว่า เวียดนามขณะนี้ถือเป็น “ยุคเอ๊าะๆ” เพราะในบรรดาประชากร 94 ล้านคน มีประชากรวัยแรงงานจำนวนมากถึง 70% กลุ่มมีรายได้ระดับปานกลางก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประชากรเวียดนามจึงเป็นทั้งกำลังแรงงาน และเป็นตลาดขนาดใหญ่ไปพร้อมกัน
การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ยังมีแนวโน้มไหลเข้าสู่เวียดนามมากขึ้น เนื่องจากเวียดนามเข้าร่วมเจรจาข้อตกลงการค้ากับประเทศต่างๆ จำนวนมาก ทั้งในลักษณะทวิภาคีและพหุภาคี รวมถึงการเป็นสมาชิกทีพีพี ซึ่งประกอบไปด้วย 12 ประเทศสมาชิก รวมประชากรกว่า 800 ล้านคน จึงเป็นโอกาสของธุรกิจสิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม รองเท้า และอิเล็กทรอนิกส์ เข้ามาลงทุนในเวียดนาม เพื่อเป็นฐานการส่งออกและรับสิทธิประโยชน์จากประเทศที่เวียดนามเจรจาทางการค้าเอาไว้
นอกจากนี้ อีกกลุ่มหนึ่งที่มีโอกาสอย่างมากในเวียดนาม คือกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐาน เนื่องจากรัฐบาลเวียดนามกำลังเร่งแปรรูปรัฐวิสาหกิจของตัวเอง รวมถึงกลุ่มที่ต้องการเจาะตลาดทั้งเวียดนามและประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กัมพูชา ก็สามารถมาลงทุนที่โฮจิมินห์ซิตี้ เพื่อส่งต่อไปพนมเปญได้ภายในเวลาแค่ 4 ชั่วโมง
สนั่น ยืนยันว่า เวียดนามเป็นประเทศที่น่าสนใจ ภาครัฐของเวียดนามพยายามแก้ไขกฎระเบียบมาตรฐานต่างๆ เพื่อให้ง่ายต่อการประกอบธุรกิจ ขณะเดียวกัน เอกชนไทยเองก็ยินดีช่วยเหลือเอกชนไทยด้วยกัน โดยจะมีพี่เลี้ยงดูแลให้ฟรี 2 ปี มีคู่มือ Do and Don’t ในเวียดนาม ไม่มีรายการพาเอกชนมาตาย
“แม้กฎหมายของเขาจะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แต่ถ้าคนไทยช่วยกัน ให้ข้อมูลซึ่งกันและกัน รู้จักปรับตัว ต่อให้เคยมีปัจจัยลบก็จะกลายเป็นโอกาสของเรา”
ตรอง ดุย ดอง อธิบดีกรมการจัดการเขตเศรษฐกิจ กระทรวงการวางแผนและการลงทุน กัมพูชา เปิดเผยว่า ปัจจุบันเวียดนามมีเขตเศรษฐกิจอยู่ถึง 16 แห่งทั่วประเทศ ด้วยความมุ่งหวังจะเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมแต่ละด้าน โดยผู้ที่เข้ามาลงทุนในเขตเศรษฐกิจจะได้รับสิทธิประโยชน์ขั้นสูงสุดจากเวียดนาม เช่น ลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเหลือเพียงครึ่งเดียวของอัตราปกติ การยกเว้นค่าเช่าที่ดินจากรัฐ
“เวียดนามมีแผนจะปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานในเขตเศรษฐกิจเหล่านี้ให้มีคุณภาพสูงสุด เพื่ออำนวยความสะดวกเพิ่มเติมให้แก่นักลงทุน จึงเป็นโอกาสของนักลงทุนไทยที่สนใจขยายการลงทุนในเวียดนาม”
มาลินี หาญบุญทรง อดีตกงสุลฝ่ายการพาณิชย์และผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (สคร.) ณ โฮจิมินห์ซิตี้ วิเคราะห์ว่า จีดีพีของเวียดนามเติบโตเฉลี่ยปีละ 6% โดยด้านที่เติบโตมากที่สุดคือ ภาคบริการ 44% ตามด้วยภาคอุตสาหกรรมและอุตสาหกรรมแปรรูป 32% ภาคเกษตรกรรมและวัตถุดิบ 19% และอื่นๆ อีกราว 5%
ดังนั้น นักธุรกิจไทยจึงมีโอกาสด้านการลงทุนภาคบริการในเวียดนาม ปัจจุบันเวียดนามเปิดกว้างให้ลงทุนธุรกิจบริการบางประเภทได้สะดวกขึ้น เช่น ธุรกิจร้านอาหาร ชาวต่าง ชาติสามารถถือหุ้นได้ 100%
เหงียน ถั่น บิน ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลธุรกิจ หอการค้าและอุตสาหกรรมเวียดนาม (วีซีซีไอ) ประจำโฮจิมินห์ซิตี้ บอกว่า เวียดนามมีหลายปัจจัยบวกที่ถือเป็นโอกาสของนักลงทุนไทย เช่น จากการประเมินของทั้งเอสแอนด์พี ฟิทช์ เรทติ้งส์ ล้วนประเมินเครดิตเวียดนามอยู่ในสถานที่มีเสถียรภาพทั้งสิ้น เวียดนามยังมีพื้นที่ที่เหมาะแก่การลงทุนหลายพื้นที่ โดยเฉพาะโฮจิมินห์ซิตี้ ปัจจุบันเป็นพื้นที่ที่มีนักลงทุนเข้ามาลงทุนมากที่สุดในเวียดนาม
หลังจากนี้ โฮจิมินห์ซิตี้ยังตั้งเป้าจะเป็นเมืองที่เติบโตอย่างยั่งยืน และเป็นเมืองที่มีความเชื่อมโยงไปสู่พื้นที่อื่นๆ จึงเป็นโอกาสอย่างมากสำหรับผู้ที่สนใจเข้ามาลงทุนทางภาคใต้ของเวียดนาม
“ไทยและเวียดนามยังมีโอกาสร่วมมือกันในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น ยานยนต์ เนื่องจากไทยเองเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมยานยนต์ ก็น่าจะร่วมมือกับเวียดนามและชาติอื่นในภูมิภาคในการผลิตสินค้าในห่วงโซ่อุปทานป้อนแล้วส่งไปมาระหว่างกัน”







