posttoday
ไทยขึ้นฮับมะพร้าวน้ำหอม

ไทยขึ้นฮับมะพร้าวน้ำหอม

24 ธันวาคม 2558

สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ และศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ และศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้คัดเลือกศึกษาสินค้าเกษตร 3 ชนิดที่มีอนาคตในตลาดโลก คือ ข้าวแปรรูป ทุเรียน และมะพร้าวน้ำหอม

วันนี้ขอเริ่มพูดถึงศักยภาพการผลิตมะพร้าวของไทยเทียบกับประเทศอาเซียนก่อนครับ เพราะหลายปีที่ผ่านมาน้ำมะพร้าวน้ำหอมไทยได้รับความสนใจทั้งในตลาดในประเทศและต่างประเทศอย่างมาก ส่งผลทำให้ราคามะพร้าวน้ำหอมไทยเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี รวมทั้งพันธุ์มะพร้าวก็มีราคาแพงตามไปด้วย ลูกละ 50 บาท

เมื่อพูดถึงการผลิตมะพร้าวของโลก ประเทศที่ผลิตมะพร้าวมากที่สุดทั้งพื้นที่เพาะปลูกและผลผลิตอยู่ในประเทศอาเซียน คือ “อินโดนีเซีย” และ “ฟิลิปฟินส์” และหากรวมการผลิตของอินเดียด้วยแล้ว สามารถเรียกว่า สามประเทศหลัก (Big Three) ของมะพร้าวโลก คิดเป็น 80% ของการผลิตทั้งหมด

ในปี 2557 อินโดนีเซียมีพื้นที่เพาะปลูก 24 ล้านไร่ ให้ผลผลิต 25 ล้านตัน คิดเป็น 40% ของการผลิตมะพร้าวโลก (ปี 2557 ผลผลิตมะพร้าวของโลก 63 ล้านตัน มีพื้นที่ปลูก 400 ล้านไร่) ให้ผลผลิต 1 ตัน/ไร่ อินโดนีเซียสามารถปลูกได้ในทุกเกาะ โดยปลูกบนเกาะสุมาตรามากสุด หรือ 33% รองลงมาคือ เกาะชวา 23% เกาะกาลิมันตัน 7% และเกาะสุราเวสี 20%

ส่วนพื้นที่ปลูกมะพร้าวของฟิลิปฟินส์ มี 21 ล้านไร่ สามารถผลิตได้ 20 ล้านตัน มีผลผลิตต่อไร่เท่ากับ 692 กก. ปลูกใน 68 จังหวัด จาก 81 จังหวัด โดยปลูกบนเกาะมินดาเนา 11 ล้านไร่ ตามด้วยเกาะลูซอน 7 ล้านไร่

สำหรับไทยในปี 2539 มีพื้นที่ปลูกมะพร้าว 2.5 ล้านไร่ ให้ผลผลิต 2 ล้านตัน แต่ปี 2556 มีพื้นที่ปลูกเหลือเพียง 1.3 ล้านไร่ แบ่งเป็นมะพร้าวแกง 1.1 ล้านไร่ ผลิตได้ 6 แสนตัน และมะพร้าวน้ำหอม 1.2 แสนไร่ ผลิตได้ 327,106 ตัน รวมผลผลิต 1 ล้านตัน คิดเป็น 1.5% ของโลก มีผลผลิตต่อไร่เท่ากับ 775 กก. ซึ่งผลผลิตต่อไร่ลดลงอย่างต่อเนื่อง จากในปี 2548 ที่ผลิตได้เท่ากับ 1,128 กก./ไร่

ประเทศที่มีผลผลิตต่อไร่สูงที่สุดในโลกคือ “บราซิล” 1.7 ตัน/ไร่ สำหรับ “เวียดนาม” มีผลผลิตอยู่ที่ 1.5 ตัน/ไร่ การที่พื้นที่ปลูกและผลผลิตต่อไร่ในไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง เพราะหลายปีที่ผ่านมาเกษตรกรไทยหันไปปลูกยางพารา ปลูกข้าว และปลูกปาล์ม เพราะให้ผลตอบแทนที่มากกว่า โดยข้อมูลจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) พบว่า ช่วงปี 2549-2553 ยางพาราให้ผลตอบแทน 9,580 บาท/ไร่ ทุเรียน 6,615 บาท/ไร่ สับปะรด 4,954 บาท/ไร่ ปาล์มน้ำมัน 3,982 บาท/ไร่ มะพร้าวเท่ากับ 3,129 บาท/ไร่

จังหวัดที่มีพื้นที่ปลูกมะพร้าวมากที่สุด ได้แก่ ประจวบคีรีขันธ์ 4 แสนไร่ และชุมพรกับสุราษฎร์ธานี อย่างละ 2 แสนไร่ อย่างไรก็ตามพื้นที่สำหรับปลูกมะพร้าวน้ำหอมส่วนใหญ่อยู่ในจังหวัดแถบภาคกลาง เช่น จ.ราชบุรี และสมุทรสาคร ช่วงที่ผลผลิตมะพร้าวน้ำหอมมากอยู่คือเดือน ก.ค.-ต.ค. ราคาขายส่งลูกละ 6 บาท หลังจากนั้นเป็นช่วงที่มีผลผลิตน้อย ราคาขายส่งลูกละ
11 บาท

สำหรับตลาดส่งออกน้ำมะพร้าวของไทยปี 2557 ที่ประกอบด้วยมะพร้าวทำให้แห้ง มะพร้าวน้ำหอม และมะพร้าวอื่นๆ รวมทุกประเภทของไทย มีมูลค่าส่งออก 2 หมื่นล้านบาท (ปี 2557) โดยน้ำกะทิสำเร็จรูปส่งออกมากที่สุด 50% หรือประมาณ 1 หมื่นล้านบาท ตลาดหลักอยู่ที่สหรัฐ ได้แก่ น้ำกะทิกระป๋อง มะพร้าวอบกรอบ และน้ำมันมะพร้าว เป็นต้น นอกจากตลาดสหรัฐแล้ว ไทยส่งออกไปยังจีน ซึ่งขณะนี้ได้รับความนิยมอย่างมาก โดยเฉพาะมะพร้าวที่ปอกเปลือก และมะพร้าวที่ปอกเปลือกเหลือแต่กะลา และส่งออกไปยังตลาดออสเตรเลียอีกด้วย

ขณะที่ตลาดส่งออกหลักของอินโดนีเซีย คือ จีน มาเลเซีย และบราซิล ผลผลิตมะพร้าวของอินโดนีเซียส่งออก 40% ที่เหลือบริโภคและใช้ในประเทศ สินค้าส่งออกส่วนใหญ่เป็นน้ำมันมะพร้าวสัดส่วนประมาณ 30% มูลค่าส่งออกในตลาดโลกเท่ากับ 17,322 ล้านบาท ส่วนน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ มูลค่า 13,297 ล้านบาท ที่เหลืออื่นๆ เป็นมะพร้าวขูดฝอยและมะพร้าวแห้ง เป็นต้น ซึ่งมีมูลค่า 8,500 ล้านบาท

ส่วนการส่งออกมะพร้าวของฟิลิปปินส์มีสัดส่วน 70% และที่เหลือใช้บริโภคในประเทศ โดยส่งออกน้ำมันมะพร้าวมูลค่า 24,747 ล้านบาท และส่งออกน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์เท่ากับ 18,892 ล้านบาท ที่เหลือเป็นการส่งออกมะพร้าวอื่นๆ มูลค่า 1 หมื่นล้านบาท ตลาดหลักของฟิลิปฟินส์ คือ สหรัฐและประเทศในแถบยุโรป

ทั้งนี้ สัดส่วนการผลิตน้ำมันมะพร้าวของฟิลิปปินส์คิดเป็น 46% ของการผลิตโลก อินโดนีเซีย 26% อินเดีย 12% ส่วนมูลค่าการส่งออกน้ำมันมะพร้าวและบริสุทธิ์ของไทยเทียบไม่ได้เลยกับการส่งออกของอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ไทยส่งออกน้ำมันมะพร้าว 210 ล้านบาท ตลาดหลักเป็นญี่ปุ่น และส่งน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ 161 ล้านบาท ตลาดหลักคือ ญี่ปุ่นอีกเช่นกัน

ถึงตรงนี้ผมอยากจะเสนอแนะว่า มะพร้าวของไทยเป็นพืชที่มีอนาคตให้ตลาดโลก แต่เราต้องหันมาส่งเสริมกันอย่างจริงจัง หนึ่ง ต้องมีหน่วยงานเฉพาะที่ดูแลมะพร้าวทั้งระบบทั้งต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ เหมือนฟิลิปฟินส์มีหน่วยงานเฉพาะดูแล เช่น
Philippines Coconut Authority, Coconut Council, Philippines Coconut Research Institute และ National Coconut Corporation เป็นต้น

สอง ต้องควบคุมพันธุ์มะพร้าวน้ำหอมที่ใช้ต้องเป็น “พันธุ์ก้นจีบ” และต้องเป็นพันธุ์แท้ เมื่อเกษตรกรนำไปปลูกแล้วต้องไม่กลายพันธุ์ เพราะพันธุ์ก้นจีบ เป็นพันธุ์หนึ่งเดียวของโลกที่ไม่มีประเทศใดมี และมีจุดเด่นด้านรสชาติและคุณภาพที่ดีที่สุดเมื่อเทียบกับสินค้าประเภทเดียวกันจากประเทศคู่แข่ง ที่มีรสชาติไม่หอมหวานและมีรสปร่า หรือรสชาติไม่คงที่

สาม ต้องส่งเสริมและจูงใจให้สิทธิพิเศษลงทุนในการตั้งโรงงานแปรรูปมะพร้าวจากมะพร้าวแกงเพื่อไปทำน้ำมันมะพร้าวและน้ำมะพร้าวบริสุทธิ์

สี่ เร่งขยายพื้นที่มะพร้าวน้ำหอมและมะพร้าวแกง ห้า สร้างตลาดเฉพาะกลุ่มลูกค้าเฉพาะ (Niche Market) ทั้งในอาเซียนและตลาดโลก โดยเน้นการปลูกและผลิตมะพร้าวที่ไร้สารพิษ เนื้อที่เพียง 17 ไร่ สามารถสร้างรายได้เดือนละ 5 หมื่นบาท มะพร้าว 1 ต้น ให้ผลมะพร้าว 150 ลูก/ปี ราคาเฉลี่ยลูกละ 6 บาท และ 1 ไร่ ปลูกได้ 40 ต้น

และข้อสุดท้ายซึ่งสำคัญที่สุดคือ การประกาศว่า “ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตมะพร้าวน้ำหอมของอาเซียน” ทั่วโลกถ้าหากอยากชิมสุดยอดน้ำมะพร้าวของโลกต้องมาที่ประเทศไทยเท่านั้นครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท