อาหาร-เครื่องดื่มฮาลาล โอกาสทองในมาเลเซีย
มาเลเซียตั้งเป้าว่าภายในปี 2563 จะก้าวขึ้นเป็นประเทศรายได้สูง ประชากรจะมีรายได้เฉลี่ยเพิ่มจาก 6,700 เหรียญสหรัฐ/คน/ปี เป็น 1.5 หมื่นเหรียญสหรัฐ
โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล
มาเลเซียตั้งเป้าว่าภายในปี 2563 จะก้าวขึ้นเป็นประเทศรายได้สูง ประชากรจะมีรายได้เฉลี่ยเพิ่มจาก 6,700 เหรียญสหรัฐ/คน/ปี เป็น 1.5 หมื่นเหรียญสหรัฐ นั่นหมายความว่า มาเลเซียจะเป็นอีกตลาดสำคัญและโอกาสของผู้ประกอบการไทย
วิชาดา ภาบรรเจิดกิจ อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายการพาณิชย์) กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ให้ข้อมูลว่า ที่ผ่านมานักลงทุนไทยไม่ได้เป็นนักลงทุนรายใหญ่ในมาเลเซีย โดยในปี 2523-2557 ไทยมีการลงทุนสะสมในมาเลเซียรวม 87 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 1,531.4 ล้านล้านริงกิต กิจการที่เข้าไปลงทุนมูลค่าสูงสุดคือ อุตสาหกรรมอาหาร รองลงมาคือ เคมีและผลิตภัณฑ์เคมี ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม (รวมปิโตรเคมี) กระดาษและสิ่งพิมพ์ อุปกรณ์ขนส่ง ผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้ เป็นต้น
สำหรับโอกาสทางธุรกิจที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการไทยนั้น วิชาดา ชี้ว่า หากมองในแง่สินค้าส่งออกที่มีศักยภาพโดดเด่นในตลาดมาเลเซียจะอยู่ในกลุ่มสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม โดยจะต้องเป็นสินค้าฮาลาลที่ได้ผ่านการรับรองจากคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ซึ่งได้รับการรับรองจากหน่วยงาน JAKIM ของมาเลเซียแล้ว
ขณะเดียวกันยังมีผลไม้สด เช่น มะม่วง ชมพู่ ลำไย ลองกอง ซึ่งเป็นที่นิยมของผู้บริโภคชาวมาเลเซีย แต่กรณีการส่งออกลำไยไปมาเลเซียนั้น จะต้องระวังไม่ให้มีสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์เกินกว่ามาตรฐานที่กำหนดคือ 30 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ส่วนสินค้าอื่นๆ ที่ไทยมีโอกาสทางการตลาดในมาเลเซีย ได้แก่ สินค้าของขวัญ ของตกแต่งบ้าน ผลิตภัณฑ์สุขภาพและความงาม เป็นต้น
วิชาดา อธิบายต่อว่า ส่วนผู้ที่สนใจเข้าไปลงทุนธุรกิจร้านอาหารหรือแฟรนไชส์ร้านอาหารมีลู่ทางสดใสมาก เนื่องจากชาวมาเลเซียนิยมอาหารไทย และรับประทานอาหารนอกบ้าน ซึ่งธุรกิจนี้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสามารถเข้าไปลงทุนได้
“การเลือกบริโภคอาหารไทยของชาวมาเลเซียขึ้นอยู่กับรสนิยมและรายได้ ซึ่งมีราคาตั้งแต่ปานกลางถึงค่อนข้างสูง หากสนใจเปิดร้านอาหารต้องดูทำเลให้เหมาะ การเปิดร้านในศูนย์การค้าจะดึงลูกค้าได้มากกว่าทำเลนอกห้าง” วิชาดา
ท่ามกลางโอกาสที่รออยู่ มาเลเซียยังมีข้อจำกัดด้านการค้าการลงทุนที่ต้องให้ความสนใจ โดยเฉพาะ กฎระเบียบนำเข้าที่เข้มงวด เน้นกลุ่มอาหาร ซึ่งส่วนใหญ่มักจะต้องมีใบอนุญาตนำเข้าหรือใบรับรองสุขอนามัย (ใบรับรอง SPS) เช่น เนื้อสัตว์ สินค้าประมง สัตว์มีชีวิต พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช ธัญพืช อาหารสัตว์ อาหารสัตว์เลี้ยง ผักและผลไม้สด รวมทั้งผลิตภัณฑ์สุขภาพและความงาม
ดังนั้น ผู้ประกอบการจะต้องศึกษาเงื่อนไขมาตรการนำเข้าให้ละเอียด ก่อนส่งสินค้าไปจำหน่ายที่มาเลเซีย ทั้งนี้มาเลเซียจะมีการสุ่มตัวอย่างเพื่อตรวจสินค้านำเข้าทั้งที่ด่านศุลกากร และร้านค้าปลีก ค้าส่งต่างๆ ในประเทศ
ขณะที่ด้านการลงทุน รัฐบาลมาเลเซียมีนโยบายเปิดกว้างและส่งเสริมการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) โดยการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ ต่างชาติสามารถถือหุ้นได้ 100% ซึ่งมาเลเซียเน้นส่งเสริมการลงทุนที่สร้างมูลค่าเพิ่ม การลงทุนที่ใช้เทคโนโลยีระดับสูง การลงทุนที่ใช้แรงงานเข้มข้น และใช้ทักษะแรงงานฝีมือเป็นพิเศษ
มาเลเซียมีสำนักงานพัฒนาการลงทุนมาเลเซีย (MIDA) ทำหน้าที่ส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ ให้สิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนทั้งทางตรงและทางอ้อม ทั้งในภาคอุตสาหกรรมการผลิตประเภทต่างๆ และธุรกิจบริการ เช่น กรณีที่บริษัทลงทุนประเภท Pioneer Status จะได้ลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลส่วนหนึ่งโดยชําระภาษีเพียง 30% ของรายได้พึงประเมินเป็นระยะเวลา 5 ปี นับจากวันแรกที่มีระดับการผลิตถึง 30% ของกำลังการผลิตทั้งหมด
วิชาดา แนะนำว่า ผู้ประกอบการไทยที่สนใจทำการค้า หรือเข้าไปลงทุนในประเทศมาเลเซีย ควรศึกษารสนิยม ความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งวิธีที่ดีที่สุดคือ ควรลงพื้นที่ดูตลาดจริงด้วยตัวเอง และหากต้องมีคู่ค้า ก็ต้องตรวจสอบสถานะของบริษัทคู่ค้าว่ามีจริงหรือไม่ สถานที่ตั้งอยู่ที่ไหน ใครเป็นเจ้าของ สถานะเครดิตและงบการเงินเป็นอย่างไร โดยผู้ประกอบการสามารถตรวจสอบเรื่องเหล่านี้ได้ที่คณะกรรมการบริษัทของมาเลเซีย หรือเว็บไซต์ www.ssm.com.my
“ผู้ประกอบการควรจะทำความรู้จักกับคู่ค้าชาวมาเลเซียและรู้จักสถานที่ตั้งของบริษัท ในช่วงเริ่มค้าขายกัน ควรใช้บริการผ่านทางธนาคารพาณิชย์โดยเปิด L/C เพื่อสร้างความมั่นใจว่าผู้ประกอบการไทยจะได้รับชำระเงิน ขณะเดียวกันผู้นำเข้าก็มั่นใจว่าจะได้รับสินค้าตามเวลาที่กำหนด และหากเข้าไปร่วมทุนจัดตั้งธุรกิจกับหุ้นส่วนชาวมาเลเซีย ก็ควรจะส่งพนักงานคนไทยมาทำงานที่มาเลเซียด้วย”
เห็นโอกาสทางธุรกิจในมาเลเซียแบบนี้แล้ว ผู้ประกอบการไทยที่ต้องการขยายธุรกิจไปต่างประเทศ อาจพิจารณามาเลเซียเป็นตัวเลือกหนึ่งได้ โดยเฉพาะธุรกิจอาหารที่ไทยมีความเชี่ยวชาญอย่างมาก


