
บีโอเจออกอาวุธกระตุ้นเพิ่ม
ซื้ออีทีเอฟ-ขยายอายุบอนด์คิวอี เจพีมอร์แกนหั่นเศรษฐกิจ2016
ซื้ออีทีเอฟ-ขยายอายุบอนด์คิวอี เจพีมอร์แกนหั่นเศรษฐกิจ2016
บีโอเจออกมาตรการเพิ่ม นักลงทุนผิดหวัง คาดผลกระทบต่อตลาดหุ้นน้อย
ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ออกโครงการใหม่ในการเข้าซื้อกองทุนรวม (อีทีเอฟ) มูลค่า 3 แสนล้านเยน/ปี (ราว 8.7 หมื่นล้านบาท) เพื่อสนับสนุนภาคเอกชนที่ลงทุนในสินทรัพย์จับต้องได้และทรัพยากรมนุษย์ โดยเป็นหนึ่งในมาตรการเข้าซื้อหลักทรัพย์ของบีโอเจ รวมถึงขยายเวลาการขายหลักทรัพย์คืนจากเดือน ก.ย. 2021 เป็นเดือน มี.ค. 2026
ขณะเดียวกัน บีโอเจ คงมาตรการซื้อคืนพันธบัตรหรือมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ไว้ที่ 80 ล้านล้านเยน/ปี (ราว 23.2 ล้านล้านบาท) แต่ขยายอายุพันธบัตรรัฐบาลที่จะเข้าซื้อออกเป็นราว 7-12 ปี
อย่างไรก็ตาม โซอิชิโระ มอนจิ หัวหน้านักกลยุทธ์ไดวะ เอสบี อินเวสต์เมนต์ ในกรุงโตเกียว เปิดเผยว่า การเข้าซื้ออีทีเอฟที่ 3 แสนล้านเยน (ราว 8.7 หมื่นล้านบาท) เป็นมูลค่าน้อยเกินกว่าจะสร้างผล
กระทบต่อตลาดหุ้น และยังจะทำให้นักลงทุนหมดความเชื่อมั่นใน ฮารุฮิโกะ คุโรดะ ผู้ว่าการบีโอเจ
“ถ้ามูลค่าน้อยขนาดนี้ นักลงทุนบางส่วนจะคิดว่าบีโอเจทำดีที่สุดได้เท่านี้ ตัวคุโรดะเองเคยพูดว่าจะไม่ทำอะไรครึ่งๆ กลางๆ แต่มาตรการนี้ต่างหากที่เป็นการทำอะไรครึ่งๆ กลางๆ” โซอิชิโระ กล่าว
ผลสำรวจนักเศรษฐศาสตร์ของสำนักข่าวบลูมเบิร์ก พบว่า มากกว่า 50% คาดการณ์ว่าบีโอเจจะขยายมาตรการผ่อนคลายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มในเดือน เม.ย. 2016
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ย 0.25-0.50% หลังการประชุมวันที่ 15-16 ธ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบเกือบ 10 ปี และเป็นการยุติการใช้มาตรการการเงินแบบเข้มงวด
ขณะเดียวกัน บลูมเบิร์ก เปิดเผยรายงานว่า เศรษฐกิจเอเชียชะลอตัวลงจึงต้องปรับลดดอกเบี้ยลงสวนทางกับเฟด ประกอบกับการชะลอตัวของประเทศจีน ส่งผลให้นักกลยุทธ์คาดการณ์ว่า ค่าเงินในเอเชียจะอ่อนค่าลงในปี 2016 โดยค่าเงินวอนของเกาหลีใต้ รูเปียห์ของอินโดนีเซีย และเหรียญสิงคโปร์ จะอ่อนค่าลงมากสุด
นอกจากนี้ การที่จีนปรับอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงค่าเงินหยวนลงหลายครั้ง ยังส่งผลกระทบต่ออัตราแลกเปลี่ยนของเอเชียและประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่อีกด้วย โดยจีนปรับลดอัตราอ้างอิงค่าเงินหยวนลง 1.3% ในเดือนธ.ค.ที่ผ่านมา มากที่สุดนับตั้งแต่การปรับลดครั้งใหญ่ในเดือน ส.ค. ที่ปรับลดลงถึง 4.4% ภายใน 3 วัน
อย่างไรก็ตาม ธนาคารเพื่อการชำระเงินระหว่างประเทศ (บีไอเอส) ระบุว่า ค่าเงินหยวนยังคงแข็งค่าเทียบ 24 สกุลค่าเงินเศรษฐกิจเกิดใหม่ ส่งผลต่อศักยภาพการส่งออกของจีน
ขณะเดียวกัน บรรดานักกลยุทธ์ตามผลสำรวจของบลูมเบิร์กยังคาดการณ์อีกด้วยว่า จีนและเกาหลีใต้จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงตามหลังธนาคารกลางไต้หวันที่ปรับลงไปเมื่อวันที่ 17 ธ.ค.ที่ผ่านมา จากการส่งออกร่วงติดต่อกันถึง 10 เดือน







