
บีโอไอประยุกต์สูตรญี่ปุ่น พาทุนไทยสยายปีกนอก
สิ่งที่นักธุรกิจสนใจมากที่สุดเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) คือเรื่องการออกไปลงทุนในต่างประเทศ
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
สิ่งที่นักธุรกิจสนใจมากที่สุดเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) คือเรื่องการออกไปลงทุนในต่างประเทศ ยิ่งนับถอยหลังใกล้ถึงวันเปิดเออีซีอย่างเป็นทางการมากเท่าใด ความสนใจยิ่งเพิ่มขึ้น แต่การจะออกไปบุกเดี่ยวด้วยตัวเองย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย ความรู้ความเข้าใจกฎหมาย ความเข้าใจตลาด การเข้าถึงเงินทุน การติดต่อกับหน่วยงานส่งเสริมการลงทุนของต่างประเทศ ล้วนเป็นอุปสรรคสำหรับภาคธุรกิจทั้งสิ้น
จึงเป็นที่น่าสนใจว่าสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) มีแนวทางส่งเสริมธุรกิจไทยออกไปบุกนอกอย่างไร
โชคดี แก้วแสง รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน เล่าว่า ตั้งแต่ประกาศใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 มา บีโอไอพยายามให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการลงทุนไทยไปลงทุนต่างประเทศเพิ่มขึ้น โดยกำหนดทั้งวัตถุประสงค์การส่งเสริม ประเทศเป้าหมาย และอุตสาหกรรมเป้าหมายไว้อย่างชัดเจน
“เราต้องการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย ขณะเดียวกันก็แสวงหารายได้กลับประเทศด้วย ดังนั้นเราจึงเปิดกว้างพร้อมสนับสนุนทั้งเอสเอ็มอีและธุรกิจขนาดใหญ่”
ประเทศเป้าหมายที่บีโอไอสนับสนุน แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลักด้วยกัน 1.กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม (ซีแอลเอ็มวี) และอินโดนีเซีย 2.สิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ บรูไน อินเดีย และจีน 3.แอฟริกาและประเทศแถบเอเชียกลาง
โชคดี เล่าว่า สาเหตุที่เลือกสนับสนุนซีแอลเอ็มวีและอินโดนีเซียเป็นกลุ่มแรก เนื่องจากเป็นกลุ่มประเทศที่มีศักยภาพสูง มีตลาดขนาดใหญ่ มีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ โดยอุตสาหกรรมเป้าหมายที่บีโอไอส่งเสริมให้ไปในแต่ละประเทศก็แตกต่างกัน เช่น เวียดนามจะส่งเสริมกลุ่มอาหารและเกษตร สิ่งทอ ชิ้นส่วนยานยนต์ เป็นกลุ่มแรก ส่งเสริมการก่อสร้าง ศูนย์โลจิสติกส์ ผลิตภัณฑ์หนัง เป็นกลุ่มที่สอง
ปัจจุบันแม้บีโอไอจะไม่ได้มีสิทธิประโยชน์ (Incentive) ให้แก่ธุรกิจไทยที่ไปลงทุนต่างประเทศ แต่ได้ให้บริการคำปรึกษาและข้อมูลลงทุนในอาเซียน 5 ส่วนหลัก ได้แก่ 1.นโยบายการส่งเสริมการลงทุนของแต่ละประเทศ 2.ลู่ทางการลงทุน 3.กฎระเบียบของประเทศต่างๆ 4.ขั้นตอน วิธีการในการลงทุน และ 5.บทเรียนทางธุรกิจของผู้ที่เข้าไปลงทุนมาแล้ว
เรื่องที่มีคนเข้ามาถามหามากที่สุด คือเรื่องกฎหมายและบทเรียนทางธุรกิจของผู้ที่เข้าไปลงทุนมาแล้ว เนื่องจากผู้มาใช้บริการบีโอไอส่วนใหญ่เป็นเอสเอ็มอี บีโอไอจึงได้นำโมเดลขององค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO) มาใช้ คือการมีที่ปรึกษาเรื่องกฎหมาย มาช่วยตอบปัญหากฎหมายการลงทุนในซีแอลเอ็มวีและอินโดนีเซีย
ขณะเดียวกัน ยังได้ดูแบบที่เกี่ยวข้องหรือมีประสบการณ์จากญี่ปุ่นมาเป็นแนวทางการอำนวยความสะดวกการลงทุนในอีกหลายเรื่อง เช่น เคยไปหารือกับเมียนมาให้จัดตั้ง Thailand Desk ในหน่วยงานส่งเสริมการลงทุนของเมียนมา มีพนักงานที่พูดภาษาไทยได้อำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนไทยที่จะเข้าไปลงทุนในเมียนมา โมเดลดังกล่าวนั้นมาจากกรณีที่ไทยเองมี Japan Desk มีเจ้าหน้าที่ที่พูดภาษาญี่ปุ่นได้คอยอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนญี่ปุ่นโดยตรง
โชคดี เล่าว่า การลงทุนที่กำลังกลายเป็นเทรนด์แบบหนึ่ง คือการลงทุนแบบ “พลัสวัน” นอกจากญี่ปุ่นจะมีนโยบาย “ไทยแลนด์พลัสวัน” ส่งเสริมการลงทุนในไทยเพื่อเชื่อมโยงต่อไปยังกลุ่มซีแอลเอ็มวีแล้ว ต่างชาติเองก็ใช้ “สิงคโปร์พลัสวัน” เข้ามาไทยเช่นกัน
“เคยดูข้อมูลการลงทุนของสิงคโปร์ 100 กว่าโครงการเมื่อปี 2557 พบว่าราวสัก 60% เป็นบริษัทนอกอาเซียนที่เข้ามาลงทุนในสิงคโปร์ แล้วขยายการลงทุนต่อมายังไทย”
ปัจจุบันเอกชนไทยสนใจเข้าไปลงทุนในเมียนมามากที่สุด บางส่วนมองโอกาสการเข้าไปในอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนพ่วงกับบริษัทญี่ปุ่น
สำหรับบีโอไอยังให้ความช่วยเหลือเอกชนไทยในอีกหลายรูปแบบ เช่น การจัดสัมมนาเผยแพร่ข้อมูล การพาไปดูหน่วยงาน นิคม หาพันธมิตรทางธุรกิจในพื้นที่ การจัดฝึกอบรมให้แก่ภาคธุรกิจ หลักสูตร 66 ชั่วโมง เพื่อให้นักธุรกิจได้เรียนรู้เรื่องภาษี กฎหมาย บทเรียนของผู้มีประสบการณ์ การวางแผนธุรกิจ จัดรุ่นละ 35 คน เปิดปีละ 2 รุ่น กำลังจะเปิดเพิ่มเติมอีก 2 รุ่น ในช่วงต้นปี 2559
ท้ายสุด โชคดี ย้ำว่า การลงทุนทุกที่มีทั้งโอกาสและอุปสรรค บีโอไอพร้อมเป็นกลไกช่วยสร้างโอกาสและขจัดอุปสรรคให้แก่ธุรกิจไทย แต่หากจะออกไปลงทุนในอาเซียน ต้องเลือกโมเดลธุรกิจที่สอดคล้องเหมาะสม โดยยึดจากธุรกิจที่ตัวเองถนัด มากกว่ายึดว่าอยากไปลงทุนประเทศใด ต้องวางโครงสร้างองค์กรให้ดี มีคนเก่งและแผนกที่รับผิดชอบด้านการลงทุนในต่างประเทศโดยเฉพาะ
ที่สำคัญ เมื่อทราบแล้วว่าธุรกิจที่ตัวเองถนัดควรไปลงทุนในประเทศใด ก็ต้องเรียนรู้ภาษาของประเทศนั้นๆ โดยตรง การลงทุนของญี่ปุ่นในอาเซียนเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญ
“ญี่ปุ่นจะมาไทย เขายังต้องเตรียมตัวเรียนภาษาไทยกันเป็นปี เข้าใจว่าเขาจะไปเมียนมาก็เรียนพูดภาษาเมียนมาเช่นกัน การพูดภาษาเพื่อนบ้านได้เป็นเรื่องสำคัญมาก สังเกตได้ว่าบริษัทญี่ปุ่นที่มีแรงงานสัมพันธ์ดี แรงงานไม่ค่อยประท้วง คือบริษัทที่ผู้จัดการญี่ปุ่นพูดภาษาไทยได้”







