
หวั่นเฟดสะเทือนเศรษฐกิจเกิดใหม่
ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่กังวลการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
หนังสือพิมพ์วอลสตรีท เจอร์นัล เปิดเผยว่า ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่กังวลการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เนื่องจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงและมูลค่าหนี้ที่สูง ส่งผลให้นักลงทุนถอนทุนออกจากตลาดพันธบัตรและตลาดหุ้นของเศรษฐกิจเกิดใหม่ในเอเชียแล้ว 3.05 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1 ล้านล้านบาท)
การขึ้นอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวยังส่งผลกระทบต่อความสามารถชำระหนี้ของแต่ละประเทศ เนื่องจากค่าเงินเหรียญสหรัฐที่แข็งค่าขึ้น ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง หลังการส่งออกดิ่งลงอย่างรุนแรงในรอบเกือบ 6 ปี จากแรงซื้อจีนที่หดตัวจากสภาพเศรษฐกิจที่ไม่โตแกร่งเช่นแต่ก่อน
ก่อนหน้านี้ ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่เผชิญกับภาวะเงินทุนไหลออกอย่างรุนแรง จากการส่งสัญญาณของเฟดที่จะยุติมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) เมื่อปี 2013
โมฮาเหม็ด อัล เอเรียน หัวหน้าที่ปรึกษานักเศรษฐศาสตร์อลิอันซ์ เอสอี บริษัทการเงินสัญชาติเยอรมัน เปิดเผยว่า เฟดจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยในอัตราที่ไม่สร้างความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจมากนัก โดยหากประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ชะลอตัวลงมากจะส่งผลกระทบกลับไปยังเศรษฐกิจของสหรัฐได้
อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์ต่างคาดการณ์ว่าการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดในครั้งนี้จะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป หลังจากที่ เจเน็ต เยลเลน ผู้ว่าการเฟด เคยให้สัญญาณว่า การขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป และการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกจะไม่สำคัญเท่าการขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งต่อๆ ไป
เอ็ดวิน กูเทียร์รีซ หัวหน้าฝ่ายพันธบัตรประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ของอเบอร์ดีน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ระบุว่า การขึ้นดอกเบี้ยของเฟดในครั้งแรกยังไม่สามารถบอกอะไรได้มาก สำหรับปีหน้า อาจมีการขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง ซึ่งจะมีความสำคัญกว่า
ย้อนรอยดอกเบี้ยสหรัฐ
ท่ามกลางการจับตามองท่าทีของเฟดในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในสัปดาห์นี้ หลังคงอัตราดอกเบี้ยที่ 0-0.25% นานราว 7 ปี นับตั้งแต่วิกฤตการเงิน 2008-2009 บลูมเบิร์กจึงประมวลเหตุการณ์ทางการเงินที่เกิดขึ้นในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา
ธ.ค. 2008 ดอกเบี้ยต่ำติด 0 : ช่วงวิกฤตทางการเงินโลก หรือวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ส่งผลกระทบต่อความคล่องตัวของตลาดการเงินทั่วโลก เฟดจึงตัดสินใจหั่นดอกเบี้ยนโยบาย หรือดอกเบี้ยระยะสั้นลง ที่ระดับ 0-0.25%
ต.ค. 2009 ว่างงานพุ่ง : ตัวเลขการว่างงานเดือน ต.ค. พุ่งขึ้นแตะ 10% ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 1983 ขณะที่อัตราว่างงานแฝงดีดขึ้นแตะ 17.1%
2010 ทั่วโลกรับมือผลกระทบ : ธนาคารกลางอังกฤษ (บีโออี) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยจากระดับ 5.75% ลง 0.5% ในเดือน มี.ค. 2009 และคงดอกเบี้ยอยู่ที่ระดับเดิมถึงปัจจุบัน
ขณะที่ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากของสถาบันการเงินที่ฝากไว้ที่อีซีบีลงสู่ 0.25% หลังจากนั้นก็ปรับขึ้นในปี 2011 และหั่นลงอีกครั้งในปีเดียวกัน
ปี 2008 ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) หั่นอัตราดอกเบี้ยญี่ปุ่นลงเป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปี ถัดมาในปี 2013 บีโอเจก็ได้เปลี่ยนนโยบายทางการเงินขนานใหญ่ โดยตั้งเป้าอัตราเงินเฟ้อที่ 2% คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 0-0.1% และออกนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
ก.ค. 2011 เพดานหนี้ถล่ม : ปี 2011 สภาคองเกรสของสหรัฐอนุมัติงบประมาณปี 2011 ซึ่งมีรายรับน้อยกว่ารายจ่ายอยู่ที่ 1.48 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 53 ล้านล้านบาท) และรัฐบาลไม่สามารถกู้เงินมาทบกับส่วนนี้ได้ เพราะที่ผ่านมากู้เต็มวงเงินแตะเพดานหนี้สาธารณะแล้ว ดังนั้นรัฐบาลจึงหันไปใช้วิธีกู้ยืมแบบพิเศษแทน เช่น การกู้เงินจากกองทุนบำนาญข้าราชการ สุดท้ายรัฐบาลจึงขยายเพดานหนี้ 2.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 86 ล้านล้านบาท)
ผลจากการขยายเพดานหนี้เพิ่ม ทำให้สแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ (เอสแอนด์พี) บริษัทจัดอันดับเครดิต หั่นเครดิตสหรัฐลงเป็นครั้งแรกในรอบ 70 ปี มาอยู่ที่ระดับ AA+ พร้อมให้แนวโน้มเป็นลบ
2013 เทปเปอร์ แทนทรัม : เดือน พ.ค. 2013 เบน เบอร์แนนคี ประธานเฟดสมัยนั้นส่งสัญญาณชะลอมาตรการคิวอี จนก่อให้เกิดความกังวลว่าอาจนำไปสู่วิกฤตรอบใหม่ในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ บรรดานักลงทุนต่างชาติเทขายสินทรัพย์ในตลาดเกิดใหม่เพื่อเก็งกำไร จนเกิดกระแสเงินไหลออกอย่างรุนแรง ทำให้ผลตอบแทนการลงทุนในทุกประเภทสินทรัพย์ของกลุ่มดังกล่าวลดฮวบมาอยู่ที่ ลบ 8% ถึง ลบ 12%
2014 เหรียญสหรัฐแข็ง : ผลจากเศรษฐกิจย่ำแย่ มาตรการคิวอีที่ประกาศใช้ในต่างประเทศ และการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ส่งผลให้เงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นอย่างมาก
ส.ค. 2015 หยวนดิ่งเหว : เมื่อวันที่ 11 ส.ค. ธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ประกาศลดอัตราอ้างอิงค่าเงินหยวนลง 1.86% ภายในครั้งเดียว ส่งผลให้หยวนอ่อนค่าลงครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 20 ปี และหลังจากนั้นเพียง 1 วัน ก็ได้ปรับลดค่าเงินหยวนลงมาอีก 1.6% อยู่ที่ 6.3306 หยวน/เหรียญสหรัฐ
การปรับลดค่าเงินหยวน 2 วันติด ส่งผลให้เกิดภาวะช็อกไปทั่วโลกอย่างรุนแรง โดยตลาดหุ้นทั่วโลกลดลงถ้วนหน้า 1.2-2.38% และค่าเงินในภูมิภาคเอเชียลดลงอย่างหนัก 0.9-1% จนวิตกว่าจะจุดชนวนให้เกิดสงครามค่าเงินในภูมิภาค อีกทั้งยังเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่เฟดตัดสินใจไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือน ก.ย. 2015







