
คาดเงินเฟ้อกดดัน ยั้งเฟดขึ้นดอกเบี้ยแรงปีหน้า
แนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ ในปี 2016 อาจไม่ได้ปรับขึ้นมากนัก
โดย....ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานอ้างข้อมูลจากนักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารเอชเอสบีซี โฮลดิ้งส์ และแบงก์ ออฟ อเมริกา ระบุว่า แนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในปี 2016 อาจไม่ได้ปรับขึ้นมากนัก เนื่องมาจากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจจากนอกประเทศ ที่ส่วนใหญ่มีอัตราเงินเฟ้อในระดับต่ำ
เจเน็ต เฮนรี หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของเอชเอสบีซี ระบุว่า สภาพเศรษฐกิจของประเทศอื่นเป็นตัวกำหนดทิศทางของนโยบายเฟด
“การตัดสินใจใดๆ ก็ตามของคณะกรรมการนโยบายการเงิน(เอฟโอเอ็มซี) จะต้องแน่ใจว่าศักยภาพทางเศรษฐกิจสหรัฐสามารถรับมือกับแรงกดดันจากสภาพเงินเฟ้อติดลบที่เกิดขึ้นในหลายๆ ประเทศทั่วโลกได้” เฮนรี กล่าว
อย่างไรก็ดี บลูมเบิร์กยังชี้ให้เห็นว่า ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวลงตามราคาน้ำมันที่ดิ่งลงต่ำกว่า 35 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปี เศรษฐกิจของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ยังคงหดตัว และความขัดแย้งด้านภูมิศาสตร์ การเมืองกลับยิ่งกระพือความรุนแรงมากขึ้น เป็นอีกสาเหตุที่สะท้อนให้เห็นว่าอัตราเงินเฟ้อของต่างประเทศสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจสหรัฐ
นอกจากนี้ แรงซื้อจากต่างประเทศที่ลดลง ราคานำเข้าสินค้าที่ปรับตัวลง และเงินเหรียญสหรัฐที่แข็งค่า แม้ตลาดแรงงานในประเทศจะอยู่ในระดับดี ยิ่งเป็นปัจจัยที่กดดันให้ต้องจับตาอัตราเงินเฟ้อในสหรัฐ
รายงานระบุว่า เจเน็ต เยลเลน ผู้ว่าการเฟด และบรรดาธนาคารกลางทั่วโลก รับรู้ถึงความเสี่ยงต่างๆ โดยเฉพาะการแข็งค่าของเงินเหรียญสหรัฐที่ปรับตัวขึ้นราว 15% นับตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2014 ซึ่งมีผลกระทบเทียบเท่ากับการขึ้นอัตราดอกเบี้ยถึง 1% ซึ่งเป็นผลให้เฟดต้องเลื่อนการขึ้นดอกเบี้ยมาแล้วก่อนหน้านี้ โดยอ้างถึงปัจจัยเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลก
ด้าน กิลส์ โมเอค หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ภูมิภาคยุโรปของ แบงก์ ออฟ อเมริกา เตือนบรรดาธนาคารกลางต่างๆ ทั่วโลกให้ตระหนักถึงปรากฏการณ์เงินเฟ้อที่เกิดขึ้น โดยชี้ว่า อัตราเงินเฟ้อโลกกับช่องว่างทางเศรษฐกิจของโลกมีความสัมพันธ์กันอย่างมาก ดังนั้นบรรดาธนาคารกลางจึงต้องแก้ไขช่องว่างดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม เอชเอสบีซีแนะนำให้เฟดทบทวนคาดการณ์อัตราเงินเฟ้ออีกครั้ง โดยเฟดคาดว่าอัตราเงินเฟ้อปี 2017 จะอยู่ที่ 2.60% ขณะที่เอชเอสบีซีคาดว่าอัตราเงินเฟ้อในปีดังกล่าวไม่มีทางเกิน 1.5% แน่นอน
ราคาพันธบัตรร่วง
ไฟแนนเชียลไทมส์ เปิดเผยว่า บรรดานักลงทุนในตลาดพันธบัตรเป็นกังวลต่อท่าทีของเฟดในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบเกือบ 10 ปี นอกจากนี้บรรดาธุรกิจโดยเฉพาะภาคพลังงานต้องเผชิญกับภาระหนี้สินที่เพิ่มขึ้น ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ลดลง และรายได้ภาคธุรกิจปรับตัวลงหลังเฟดขึ้นดอกเบี้ย
จากความกังวลดังกล่าว ส่งผลให้ราคาพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ปรับตัวลง และผลตอบแทนดีดตัวขึ้นแตะ 2.2217% ที่ปิดตลาดเมื่อวันที่ 14 ธ.ค. จาก 2.13% ที่ปิดตลาดเมื่อวันที่ 11 ธ.ค.
ขณะที่ราคาพันธบัตรรัฐบาลเยอรมนี อายุ 10 ปี ก็ปรับตัวลงติดกันเป็นวันที่สอง อยู่ที่ 103.715 ส่งผลให้ผลตอบแทนพันธบัตรดีดตัวขึ้น 0.03% อยู่ที่ 0.60% เมื่อเวลา 08.47 น. ตามเวลาท้องถิ่นลอนดอน เมื่อคืนที่ผ่านมา
ทองดิ่งต่ำสุดรอบ 6 ปี
ธนาคารโซซิเอเต เจเนอราล ชี้ว่า ราคาทองคำโลกจะได้รับผลกระทบหนักสุดจากการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดในสัปดาห์นี้ ก่อนจะทยอยปรับขึ้นได้ 3 ครั้ง ในปี 2016 โดยช่วงสิ้นปีหน้าราคาทองคำแท่งอาจตกลงไปอยู่ที่ 955 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ หรือปรับตัวลงราว 10%
โรบิน บาร์ นักวิเคราะห์ของ โซซิเอเต เจเนอราล ระบุว่า ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคาทองคือท่าทีของเฟด ทุกครั้งที่เฟดแสดงท่าทีจะเปลี่ยนแปลงนโยบาย ราคาทองจะได้รับผลกระทบทุกครั้ง
ทั้งนี้ ราคาทองคำในตลาดโคเม็กซ์สหรัฐ งวดส่งมอบเดือน ก.พ. ร่วงลง 11.40 เหรียญสหรัฐ อยู่ที่ 1,064.30 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำที่สุดในรอบ 6 ปี
หยวนอ่อนค่าสุด 4 ปีครึ่ง
รอยเตอร์ส เปิดเผยว่า ภายหลังธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ปรับลดค่ากลางเงินหยวนลงอยู่ที่ 6.4559 หยวน/เหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือน ก.ค. 2011 ส่งผลให้เงินหยวนอ่อนค่าลงติดกัน 8 วันทำการแล้ว และอ่อนค่าลงต่ำสุดในรอบ 4 ปีครึ่ง ระหว่างการซื้อขายวานนี้ อยู่ที่ 6.4691 หยวน/เหรียญสหรัฐ โดยมีการคาดการณ์จากตลาดว่า พีบีโอซีอาจปล่อยให้เงินหยวนอ่อนค่าลงอีก เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัว
เมื่อเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา พีบีโอซีและบรรดาธนาคารพาณิชย์ต่างขายเงินหยวนรวมมูลค่าราว 3.43 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.2 ล้านล้านบาท) ตรงกันข้ามกับการซื้อเงินหยวนคืนเมื่อเดือน ต.ค. มูลค่า 1,997 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 7.2 หมื่นล้านบาท) สะท้อนถึงปัญหาเงินทุนไหลออกที่รุนแรงขึ้น
ขณะที่เงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลง 0.2% ขณะเปิดตลาดเมื่อวันที่ 15 ธ.ค. ตามเวลาท้องถิ่นนครนิวยอร์ก ส่งผลให้เงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลงแล้ว 4% ในเดือน ธ.ค.







