
มะกันผ่อนคว่ำบาตรเมียนมา
สหรัฐเตรียมแก้ไขคว่ำบาตรการค้าต่อเมียนมา ขณะญี่ปุ่นเร่งกระชับสัมพันธ์พรรคเอ็นแอลดี
สหรัฐเตรียมแก้ไขคว่ำบาตรการค้าต่อเมียนมา ขณะญี่ปุ่นเร่งกระชับสัมพันธ์พรรคเอ็นแอลดี
กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงการคลังของสหรัฐ เรียกร้องสภาคองเกรสแก้ไขมาตรการคว่ำบาตรทางการค้าต่อเมียนมา คาดมีผลบังคับใช้เร็วสุดภายในสัปดาห์นี้ หลังบริษัทเอกชนและธนาคารพาณิชย์ร้องเรียนว่าไม่สามารถทำการค้าผ่านท่าเรือหลักของเมียนมาได้
การแก้ไขมาตรการคว่ำบาตรเป็นไปเพื่อส่งเสริมการขยายตัวทางเศรษฐกิจกับเมียนมาและผ่อนคลายมาตรการทางการค้าต่างๆ ซึ่งจะส่งผลดีต่อธนาคารในการทำธุรกรรมทางการเงินผ่านการค้ากับท่าเรือขนส่งสินค้าเอเชีย เวิลด์ ในนครย่างกุ้ง ที่บริหารงานโดย สตีเฟน ลอว์ นักธุรกิจที่สหรัฐขึ้นบัญชีดำ และเป็นบุตรชายของเจ้าพ่อเฮโรอีน โลซิงฮันที่เสียชีวิตไปแล้ว
ทั้งนี้ สมาคมนายธนาคารเพื่อธุรกิจและการค้า รวมถึงสำนักหักบัญชี ตัวแทนสถาบันการเงินต่างๆ เรียกร้องให้สำนักงานควบคุมทรัพย์สินต่างประเทศ กระทรวงการคลังสหรัฐ แก้ไขมาตรการคว่ำบาตรเมียนมา โดยเตือนว่าการค้าของสหรัฐจะได้รับผลกระทบหากไม่มีการแก้ไข
โครี การ์ดเนอร์ วุฒิสมาชิก แสดงความเป็นกังวลต่อการแก้ไขมาตรการคว่ำบาตรที่เร็วเกินไป ว่าจะส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองในเมียนมาและสภาคองเกรสควรพิจารณาอย่างรอบคอบ
ด้าน จอห์น ซิฟตัน ผู้อำนวยการสถาบันฮิวแมน ไรต์ส วอตช์ ภาคพื้นเอเชีย ระบุถึงเรื่องนี้ว่าอาจเป็นการเอื้อประโยชน์ต่อนักธุรกิจเมียนมาที่มีการสนับสนุนรัฐบาลทหาร ดังนั้นสหรัฐควรกดดันให้รัฐบาลเมียนมายุติสัมปทานท่าเรือและโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ที่ดำเนินการโดยบุคคลที่ขึ้นบัญชีดำ
ที่ผ่านมาการค้าระหว่างสหรัฐกับเมียนมาขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมูลค่าการค้าปี 2014 อยู่ที่ 185 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6,600 ล้านบาท) และช่วง 10 เดือนแรกของปี 2015 มูลค่าอยู่ที่ 306.1 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1 หมื่นล้านบาท)
ขณะที่ ฟูมิโอะ คิชิดะ โฆษกกระทรวงต่างประเทศของญี่ปุ่น ระบุว่าทางการญี่ปุ่นเตรียมกระชับความสัมพันธ์กับพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) เนื่องจากภาคธุรกิจญี่ปุ่นให้ความสนใจเข้าไปลงทุนในเมียนมามากขึ้น พร้อมย้ำว่าญี่ปุ่นจะสนับสนุนให้เมียนมามีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
ด้าน เนย์ฉ่วย ธเวอ่อง หลานชายของ พล.อ.อาวุโส ตานฉ่วย ซึ่งเป็นอดีตผู้นำสูงสุดของเมียนมา เปิดเผยภายหลังจากที่ อองซานซูจี เลขาธิการพรรคเอ็นแอลดี เข้าพบอดีตผู้นำเมื่อวันที่ 4 ธ.ค. ว่า พล.อ.อาวุโส ตานฉ่วย ยืนยันจะสนับสนุนอองซานซูจี ในฐานะว่าที่ “ผู้นำของประเทศในอนาคต” และพร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่
อย่างไรก็ดี ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าคำพูดของตานฉ่วยเป็นไปในเชิงเรียกร้องให้มีการแก้ไขบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน โดยเฉพาะมาตรา 59 ที่ไม่เปิดโอกาสให้ซูจีดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี เนื่องจากมีทายาทถือสัญชาติอื่่นหรือไม่







