posttoday
หนังสือพิมพ์ยังอยู่ได้? เศรษฐีโลกตบเท้าเข้าซื้อ

หนังสือพิมพ์ยังอยู่ได้? เศรษฐีโลกตบเท้าเข้าซื้อ

05 ธันวาคม 2558

ธุรกิจสิ่งพิมพ์กำลังย่ำแย่ท่ามกลางโลกที่เข้าสู่ยุคดิจิทัลแบบเต็มตัวเข้าไปทุกก้าว แต่เหล่ามหาเศรษฐีกลับมองเห็นช่องทาง

โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

ธุรกิจสิ่งพิมพ์กำลังย่ำแย่ท่ามกลางโลกที่เข้าสู่ยุคดิจิทัลแบบเต็มตัวเข้าไปทุกก้าว แต่เหล่ามหาเศรษฐีกลับมองเห็นช่องทางในการลงทุนธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์เหล่านั้น

เมื่อวันที่ 9 พ.ย.ที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์ไชนาเดลี สื่อรัฐบาลจีน รายงานว่า แจ็ค หม่า เจ้าของอาลีบาบากรุ๊ป อี-คอมเมิร์ซรายใหญ่ที่สุดของจีน กำลังเล็งซื้อกิจการเซาท์ ไชน่า มอนิ่ง โพสต์ (เอสซีเอ็มพี) หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษของฮ่องกง

และเมื่อวันที่ 26 พ.ย.ที่ผ่านมา เอสซีเอ็มพีก็ออกมายืนยันว่า มีบุคคลที่ 3 ติดต่อเข้าซื้อกิจการจริง โดยเป็นการซื้อกิจการที่รวมถึงหนังสือพิมพ์ นิตยสาร และโฆษณาด้วยเช่นกัน

เอสซีเอ็มพี เป็นหนังสือพิมพ์ที่มีประวัติเก่าแก่ยาวนานถึง 112 ปี และเป็นหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษที่ใหญ่และมีอิทธิพลมากที่สุดบนเกาะฮ่องกง อย่างไรก็ตาม กำไรของธุรกิจสื่ออย่างเอสซีเอ็มพี กรุ๊ป กลับปรับตัวลงมาตลอด 4 ปีที่ผ่านมา โดยปี 2014 กำไรทั้งหมดอยู่ที่ 137 ล้านเหรียญฮ่องกง

หนังสือพิมพ์ยังอยู่ได้? เศรษฐีโลกตบเท้าเข้าซื้อ เจฟฟ์ เบซอส ภาพ : เอเอฟพี

ทำไมเศรษฐีสนสิ่งพิมพ์?

แจ็ค หม่า ไม่ใช่เศรษฐีเจ้าเดียวที่โดดจากธุรกิจอี-คอมเมิร์ซเข้ามาซื้อธุรกิจสิ่งพิมพ์ ก่อนหน้านี้เมื่อปี 2013 เจฟฟ์ เบซอส เจ้าของอเมซอน เว็บไซต์อี-คอมเมิร์ซจากสหรัฐก็เข้าซื้อหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์และสื่ออื่นๆ ในเครือ ด้วยมูลค่า 250 ล้านเหรียญสหรัฐ

ไม่ใช่เพียงอเมซอนหรืออาลีบาบาเท่านั้นที่เข้าซื้อธุรกิจสิ่งพิมพ์ แต่ วอร์เรน บัฟเฟตต์ เจ้าพ่อวงการนักลงทุนก็เคยซื้อหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นมากถึง 28 หัว ด้วยมูลค่า 334 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.2 หมื่นล้านบาท) และบริษัท พีเอช มีเดีย กรุ๊ป ของบัฟเฟตต์ ก็มีสื่อสิ่งพิมพ์ครอบครองไว้ถึง 69 หัว รวมถึง จอห์น เฮนรี ผู้จัดการเฮดจ์ฟันด์เรดซอกซ์ เองก็ยังซื้อบอสตัน โกลบ เมื่อปี 2013 ด้วยมูลค่า 70 ล้านเหรียญสหรัฐ

เพราะอะไรเศรษฐีและนักลงทุนจึงหันไปลงทุนธุรกิจสิ่งพิมพ์ที่ไม่น่าลงทุนเอาเสียเลย ในยุคที่ผู้บริโภคเสพข่าวสารจากสื่อออนไลน์ สำนักข่าวซีเอ็นบีซีเคยเผยแพร่เอาไว้ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

หนังสือพิมพ์ยังอยู่ได้? เศรษฐีโลกตบเท้าเข้าซื้อ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ภาพ : รอยเตอร์ส

ประการแรก เห็นมูลค่าธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์มีราคาถูก ซื้อง่าย และภายหลังจากการปรับโครงสร้างการเงินให้มีเสถียรภาพแล้ว ธุรกิจสิ่งพิมพ์ก็ยังสามารถทำเงินได้อยู่ โดยความต้องการข่าวสารยังคงมีอยู่ และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อคนเสพสื่อผ่านออนไลน์

ดังนั้น เศรษฐีเหล่านั้นจึงไม่ใช่แค่ซื้อสิ่งพิมพ์มาดูเล่นเฉยๆ แต่ยังลงทุนในเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มยอดผ่านทางออนไลน์ด้วย

สมาคมหนังสือพิมพ์แห่งสหรัฐ เปิดเผยว่า ธุรกิจสื่อหนังสือพิมพ์เริ่มกลับมามีเสถียรภาพ โดยจากข้อมูลล่าสุด ในปี 2012-2013 รายได้ของธุรกิจหนังสือพิมพ์ขยายตัวติดต่อกัน 2 ปี โดยในปี 2013 อยู่ที่ 3.76 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ปรับตัวลงเล็กน้อยจากปี 2012 ที่ 3.86 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

รายได้ของหนังสือพิมพ์แม้จะไม่ถึงเท่าจุดพีกอย่างช่วงก่อนการเข้ามาของโซเชียลมีเดีย แต่ก็ได้รับการทดแทนมาจากโฆษณาทางออนไลน์ การตลาดทางตรง เช่น การส่งข้อมูลข่าวสารให้โดยตรงผ่านออนไลน์สำหรับสมาชิกและเครื่องมืออื่นๆ ที่พัฒนาขึ้นมาใหม่

หนังสือพิมพ์ยังอยู่ได้? เศรษฐีโลกตบเท้าเข้าซื้อ ภาพ : เอเอฟพี

ประการที่สอง ความรู้สึกรับผิดชอบในฐานะพลเมือง โดยเฉพาะเฮนรีที่เห็นเป็นหน้าที่ของพลเมืองในการรักษาสื่อสิ่งพิมพ์เอาไว้

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอื่นๆ อีก เช่น การซื้อเข้ามาเก็งกำไร โดยเฉพาะสำหรับบัฟเฟตต์ ในขณะที่ธุรกิจดังกล่าวกำลังอยู่ในช่วงขาลง ซึ่งหมายความว่า ราคาถูก แต่ด้วยนวัตกรรมที่เข้ามาช่วยเสริม จะทำให้มูลค่าของธุรกิจมีสูงขึ้น

ยุคหลังการซื้อ

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2013 ขณะนั้นธุรกิจหนังสือพิมพ์ของสหรัฐกำลังย่ำแย่ การบูมของโซเชียลมีเดียและพฤติกรรมบริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ส่งผลให้หนัง สือพิมพ์เริ่มจ้างพนักงานออก โดยไม่ใช่แค่วอชิงตันโพสต์เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงนิวยอร์กไทมส์ หนังสือ พิมพ์เก่าแก่ที่มีอายุถึง 164 ปี

“อินเทอร์เน็ตเป็นปัจจัยหนึ่งที่กระทบต่อธุรกิจหนังสือพิมพ์ โลกเปลี่ยนไปแล้ว และโฆษณาก็มีวิธีอื่นๆ ที่จะเข้าถึงคนในพื้นที่ได้มากมายมหาศาล” เบซอส กล่าว

แต่ในตอนที่มีชื่อเข้าซื้อวอชิงตันโพสต์ เจ้าของอเมซอน กลับยังไม่แม้แต่รู้ว่าจะเอาธุรกิจดังกล่าวไปทำอะไรดี เพราะตอนนั้นวอชิงตันโพสต์ก็ขาดทุนไม่ใช่ย่อยจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป

“ผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับธุรกิจหนังสือพิมพ์เลย ดังนั้นตอนนั้นผมเลยพูดว่า ‘ทำไมผมถึงกลายเป็นหนึ่งในคนที่เข้าไปซื้อวอชิงตันโพสต์ได้’” เบซอส กล่าว

อย่างไรก็ตาม เบซอสก็ไตร่ตรองอย่างดีก่อนที่จะซื้อกิจการหนังสือพิมพ์ โดยระบุว่าหากกิจการดังกล่าวสิ้นหวัง แล้วจะซื้อเข้ามาทำไม แน่นอนว่าภายหลังจากนั้น เจ้าของอเมซอนได้ปรับตัวเข้ากับพฤติกรรมผู้บริโภค ด้วยการดึงเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตเข้ากู้สื่อสิ่งพิมพ์

ภายหลังจากเจ้าของอเมซอนเข้าซื้อวอชิงตันโพสต์ เบซอสให้ความสนใจกับขนาดของหนังสือพิมพ์ก่อนถึงค่อยสนใจรายได้ โดยหันไปจับตลาดทั้งในและนอกประเทศ รวมถึงยังเดินหน้าปรับลดพนักงานออกและหันไปจ้างผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีเข้ามาแทน โดยนำอินเทอร์เน็ตเข้ามาใช้กับธุรกิจสิ่งพิมพ์ให้มากขึ้น

หนังสือพิมพ์ยังอยู่ได้? เศรษฐีโลกตบเท้าเข้าซื้อ ภาพ : รอยเตอร์ส

นอกจากนี้ ยังผลักดันให้นักหนังสือพิมพ์เข้าไปใช้โซเชียลมีเดียมากขึ้น และทำให้หน้าเว็บเพจเร็วต่อการดาวน์โหลด ส่งผลให้ยอดการเข้าชมเว็บไซต์ของวอชิงตันโพสต์พุ่งขึ้นไปถึง 2 เท่า อยู่ที่ 51 ล้านคน เมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา

พร้อมกันนี้ ยังใช้ระบบ “หุ้นส่วน” ในการขยายฐานผู้อ่าน เช่น ให้สมาชิกที่สมัครสมาชิกด้วยอีเมล สามารถเข้าอ่านหนังสือพิมพ์อื่นอย่าง ดัลลาส มอร์นิง นิวส์ ได้ฟรีๆ อีกด้วย ซึ่งดีต่อการหาโฆษณาให้เหมาะกับประเภทของผู้เข้าชมและยังเป็นรูปแบบการเก็บข้อมูลลูกค้าของอเมซอนเข้ามาใช้กับหนังสือพิมพ์

เบซอสยังวางแผนจะออกแอพพลิเคชั่นสำหรับนักอ่านนิตยสารโดยเฉพาะอีกด้วย โดยแอพพลิเคชั่นดังกล่าวจะคล้ายกับไคน์เดล แอพพลิเคชั่นอ่านหนังสือระบบสมัครสมาชิก

อย่างไรก็ตาม บีบีซี รายงานว่า สื่อหนังสือพิมพ์ดังแห่งเกาะอังกฤษอย่างเดลีเมล กรุ๊ป มียอดจากออนไลน์เพิ่มขึ้น 18% แต่กลับไม่สามารถทดแทนยอดโฆษณาหนังสือพิมพ์ที่ปรับลดลงไปได้ เนื่องจากมูลค่าโฆษณาออนไลน์ ซึ่งจะถูกหรือแพงขึ้นอยู่กับยอดคลิก ในภาพรวมแล้วถูกกว่าโฆษณาบนหนังสือพิมพ์นั่นเอง

“พวกเรารู้ว่ามีความต้องการซื้อ มีตลาดอยู่สำหรับสิ่งพิมพ์ คำถามก็คือ ใครจะเป็นคนหารูปแบบที่สามารถผลิตสิ่งพิมพ์คุณภาพสูง ในเมื่อต้นทุนเนื้อหาคุณภาพสูงที่เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของมวลชน ไม่สามารถทำรายได้ได้จากเนื้อหานั้นได้มากนัก” ดีน สตาร์กแมน นักวิจารณ์สื่อและอดีตนักเขียนของโคลัมเบีย เจอร์นัลริสซึม รีวิว ของมหาวิทยาลัยโคลัมเบียกล่าว 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท