
เฟดมั่นขึ้นดอกเบี้ยสวนทางอีซีบีกระตุ้นเพิ่ม
แม้ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) จะเดินหน้ามาตรการผ่อนคลายทางการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
แม้ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) จะเดินหน้ามาตรการผ่อนคลายทางการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป แต่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กลับส่งสัญญาณจะเดินสวนทางกับอีซีบี ด้วยการหันกลับไปใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวด ประเดิมด้วยการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบ 9 ปี
เจเน็ต เยลเลน ผู้ว่าการเฟด เปิดเผยว่า เศรษฐกิจสหรัฐอยู่ในภาวะสมดุล โดยการจ้างงานยังคงมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นเรื่อยๆ และช่วยผลักดันให้อัตราเงินเฟ้อกลับไปถึงเป้าหมายที่ 2%
นอกจากภาพรวมเศรษฐกิจจะยังอยู่ในเกณฑ์ดีแล้ว เยลเลน ยังออกโรงเตือนด้วยว่า การใช้อัตราดอกเบี้ยต่ำใกล้ศูนย์เป็นระยะเวลานานเกินไป จะกลายเป็นการบังคับให้เฟดต้องขึ้นดอกเบี้ยในอัตราสูง ซึ่งเสี่ยงต่อตลาดหลักทรัพย์
ขณะเดียวกัน แม้การประชุมเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา เฟดจะกังวลต่อเศรษฐกิจต่างชาติ โดยเฉพาะจีน ที่ชะลอตัวลงในปีนี้ แต่สำหรับการประชุมเดือน ธ.ค.นี้ เยลเลน กล่าวว่า จีนมีการกระตุ้นเศรษฐกิจ และตลาดเกิดใหม่ต่างใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินและการคลัง ส่งผลให้เศรษฐกิจเริ่มปรับตัวดีขึ้น
“แรงซื้อจากประเทศพัฒนาแล้วที่ดีขึ้นและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีเสถียรภาพ จะช่วยขยายเศรษฐกิจของประเทศตลาดเกิดใหม่” เยลเลน กล่าว
ด้านธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ปรับคาดการณ์เศรษฐกิจจีนในปี 2015 นี้ขึ้นจาก 6.8% เป็น 6.9% หลังการบริโภคภายในประเทศจีนปรับตัวดีขึ้น ภาคการบริการที่ทำผลงานดี และการใช้นโยบายทางการคลังของรัฐบาลจีนในการกระตุ้นเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ เอดีบียังเชื่อมั่นว่า จีนและตลาดเกิดใหม่จะสามารถผลักดันการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้ตรงตามที่คาดการณ์ไว้ที่ 5.8% ในปี 2015 และ 6% ในปี 2016
ดอลลาร์แข็ง 12 ปีครึ่ง
การเปิดเผยดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดภายหลังการประชุมวันที่ 15-16 ธ.ค.นี้ โดยคาดการณ์ความน่าจะเป็นที่เฟดจะขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% สูงถึง 75% เลยทีเดียว ส่งผลให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐ ซึ่งจะมีผลตอบแทนดีหลังการขึ้นดอกเบี้ย แข็งค่าขึ้นมากที่สุดในรอบ 12 ปีครึ่ง
ด้านดัชนีเอ็มเอสซีไอ เอเชียแปซิฟิก ปรับตัวลง 0.3% เมื่อเวลา 17.13 น. ตามเวลาท้องถิ่นกรุงโตเกียว เมื่อวันที่ 3 ต.ค.ที่ผ่านมา จากความกังวลการขึ้นอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว ตามหลังตลาดหลักทรัพย์สหรัฐปิดตัวติดลบเมื่อวันที่ 2 ต.ค.ไปติดๆ
ขณะเดียวกัน ราคาทองคำซื้อขายล่วงหน้าของสหรัฐยังคงดิ่งแรง ปรับลงไปต่ำสุดในรอบมากกว่า 6 ปี นับตั้งแต่เดือน ต.ค. 2009 โดยอยู่ที่ 1,045.40 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ เมื่อวันที่ 3 ธ.ค.ที่ผ่านมา
ด้านราคาทองคำงวดส่งมอบทันที อยู่ที่ 1,051.26 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ เมื่อเวลา 03.07 น. ตามเวลาท้องถิ่นประเทศอังกฤษ หลังจากที่ปรับลงไปแตะระดับ 1,045.85 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ ซึ่งเป็นการทำระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือน ก.พ. 2010 อีกครั้งหนึ่ง
ชี้เฟดไม่ก่อต้มยำกุ้ง 2
ทาเคฮิโกะ นากาโอะ ประธานเอดีบี คาดการณ์ว่า การขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดจะไม่ทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจในเอเชีย โดยประเทศในเอเชียต่างเสริมความแข็งแกร่งให้ระบบการเงินมานับตั้งแต่หลังวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง พ.ศ. 2540
อย่างไรก็ตาม นากาโอะ กล่าวว่า ไม่ใช่ทุกประเทศในเอเชียที่สามารถรับผลกระทบที่เกิดจากการขึ้นดอกเบี้ยดังกล่าว ดังนั้นเอดีบีจะคอยจัดหาเงินทุนเพื่อช่วยเหลือประเทศเหล่านั้น
“การขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะไม่สร้างความปั่นป่วนอย่างที่เห็นในช่วงต้มยำกุ้ง แต่ไม่ใช่ทุกประเทศที่ไม่เสี่ยงต่อผลกระทบ ดังนั้นเอดีบีจะยืนพร้อมจัดหาเงินทุนสนับสนุนถ้าพวกเขาต้องการ” นากาโอะ กล่าว
จับตาประชุมโอเปก
หนังสือพิมพ์เอเนอร์จี อินเทลลิเจนซ์ กรุ๊ป ซึ่งเกาะติดสถานการณ์น้ำมันต่างประเทศ เปิดเผยว่า ซาอุดิอาระเบียยื่นข้อเสนอให้ทุกประเทศ ทั้งสมาชิกประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ (โอเปก) และนอกโอเปก เช่น รัสเซียและเม็กซิโก ปรับลดกำลังการผลิตลง 1 ล้านบาร์เรล/วัน ภายในปี 2016 ในการประชุมวันที่ 4 ธ.ค.
อย่างไรก็ตาม ซาอุดิอาระเบียได้ออกมาปฏิเสธในภายหลังว่า ไม่มีการส่งข้อเสนอให้ปรับลดการผลิตใดๆ ทั้งสิ้น สอดคล้องกับสำนักข่าวชานานิวส์ของอิหร่าน รายงานอ้างรัฐมนตรีน้ำมันอิหร่านว่า สมาชิกหลักของกลุ่มโอเปกเห็นพ้องให้ปรับลดกำลังการผลิตคน ยกเว้นแต่อิหร่านและประเทศอ่าวอาหรับที่ไม่ยอมให้ปรับลดกำลังการผลิตลง
หลังการเปิดเผยโอเปกมีแนวโน้มที่จะปรับลดกำลังการผลิตลง ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ซื้อขายล่วงหน้าเดือน ม.ค.ปรับตัวขึ้นมากสุด 2.1% เมื่อวันที่ 3 ธ.ค.ที่ผ่านมา อยู่ที่ราว 43.37 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล แม้ก่อนหน้านี้ความกังวลต่อปริมาณน้ำมันล้นตลาดจะทำให้ราคาร่วงลง 4.4% ไปอยู่ที่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน มี.ค. 2009
ในขณะที่ราคาน้ำมันตลาดไนเมกซ์ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นมา 1.8% อยู่ที่ 40.65 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล หลังร่วงลงไป 4.6% หลุด 40 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลอีกครั้ง อยู่ที่ 39.94 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ซึ่งต่ำที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 26 ส.ค.







