
ส่องโครงสร้างพื้นฐาน 10ปีรอลงทุน39ล้านล้าน
โครงสร้างพื้นฐาน คือเครื่องนำพาความเจริญ หากประเทศหรือภูมิภาคใดพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานได้อย่างรวดเร็ว
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
โครงสร้างพื้นฐาน คือเครื่องนำพาความเจริญ หากประเทศหรือภูมิภาคใดพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานได้อย่างรวดเร็ว ประเทศหรือภูมิภาคนั้นย่อมดึงดูดการลงทุนได้มาก เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจและอุตสาหกรรม ประชาชนในสังคมมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีกำลังใช้จ่าย กระตุ้นเศรษฐกิจ
ปัจจุบันอาเซียนเองก็ตระหนักถึงความสำคัญของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ไม่เฉพาะภาครัฐแต่ละประเทศเป็นผู้ลงทุนเองเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเปิดโอกาสให้ประเทศอื่นเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้วย เพื่อให้พัฒนาไปได้อย่างรวดเร็ว
ล่าสุด สำนักงานเลขาธิการอาเซียน ร่วมกับการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (อังค์ถัด) จัดทำรายงานเรื่อง ASEAN Investment 2015 เพื่อฉายภาพการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของภูมิภาคในปัจจุบันและความต้องการจริงในอนาคต
รายงาน ระบุว่า ปัจจุบันอาเซียนมีความต้องการการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเฉลี่ยปีละ 1.1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 3.9 ล้านล้านบาท โดยมีความต้องการนี้ไปจนถึงปี 2568 นั่นหมายความว่าอาเซียนยังต้องการการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอีกถึง 39 ล้านล้านบาทในช่วง 10 ปีจากนี้
ความต้องการในแต่ละปี แบ่งเป็น 4 ด้าน ประกอบด้วย พลังงานไฟฟ้า ทั้งการผลิต การกระจาย 3.8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ การคมนาคม ทั้งถนน ราง ท่าเรือ ท่าอากาศยาน 5.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ โทรคมนาคม 9,200 ล้านเหรียญสหรัฐ และระบบประปาและสุขาภิบาล 7,800 ล้านเหรียญสหรัฐ
การลงทุนทั่วภูมิภาคปีละเกือบ 3.9 ล้านล้านบาท ไม่สามารถผลักดันโดยเอกชนแต่เพียงอย่างเดียวได้ จำเป็นต้องมีนโยบายของภาครัฐ จัดทำโครงการการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชนในกิจการของรัฐ (พีพีพี) ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพ
เรื่องดังกล่าวยังทำให้การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน คิดเป็นสัดส่วนราว 12-15% ของเอฟดีไอที่เข้าสู่อาเซียนในช่วงปี 2555 และ 2557 อินโดนีเซีย ไทย และเวียดนาม มีเอฟดีไอโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มขึ้นในปี 2557 โดยไทยมีการลงทุนด้านไอซีทีเติบโต
จากการที่อาเซียนต้องการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมหาศาล ทำให้การควบรวมกิจการ (M&A) ในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานเติบโตตามไปด้วย โดย 18% ของการทำ M&A ในภูมิภาคช่วงปี 2553-2557 คือการทำ M&A ด้านโครงสร้างพื้นฐาน
ขณะที่ปี 2557 เพียงปีเดียว มีการเจรจา M&A ด้านโครงสร้างพื้นฐานถึง 93 การเจรจา รวมมูลค่ากว่า 6,192 ล้านเหรียญสหรัฐ
การทำ M&A ด้านโครงสร้างพื้นฐานมีทั้งบริษัทจากอาเซียนเข้าไปทำในประเทศอาเซียนอื่น และบริษัทจากนอกอาเซียนเข้ามาทำ โดยบริษัทในไทยและสิงคโปร์เป็นเป้าหมายหลักของการ M&A ด้านพลังงานไฟฟ้า ขณะที่บริษัทในเวียดนามเป็นเป้าหมายของการ M&A ด้านการคมนาคม
นักลงทุนต่างชาติไม่ได้เพียงเข้ามาทำ M&A เท่านั้น แต่ยังเข้ามาเป็นผู้เล่นโดยตรงในโครงการที่สามารถดำเนินการเองในอาเซียนได้อีกด้วย และกลายเป็นผู้มีบทบาทสำคัญที่เห็นได้ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ โดยบริษัทจากจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สหรัฐ เยอรมนี ฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ ล้วนเข้ามาเป็นผู้เล่นในภูมิภาคนี้
บริษัทจากญี่ปุ่นและจีนเข้ามามีบทบาททั้งในด้านการพลังงานไฟฟ้า การคมนาคม และโทรคมนาคม ขณะที่บริษัทจากเกาหลีใต้เน้นการเข้ามาลงทุนพลังงานไฟฟ้า การคมนาคม ประปา และสุขาภิบาล
รายงาน ระบุย้ำว่า จีนกำลังเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในภูมิภาค โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในกัมพูชา อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย และเมียนมา กว่า 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ที่จะดำเนินการเสร็จสิ้นภายในปี 2556-2560 นี้ ล้วนเป็นโครงการที่เกี่ยวข้องกับบริษัทจีนทั้งสิ้น
จากการที่จีนสามารถเติบโตในภูมิภาคนี้ภายในระยะเวลาอันสั้น จีนจึงยังน่าจะเป็นผู้เล่นที่มีบทบาทด้านโครงสร้างพื้นฐานต่อไปในภูมิภาคนี้ เนื่องจากโอกาสด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ และยุคโลกาภิวัตน์เองก็ทำให้บริษัทจีนพยายามออกไปหาโอกาสในต่างประเทศ
รายงาน ระบุด้วยว่า เอฟดีไอภาพรวมที่ไหลเข้าสู่อาเซียนในปี 2557 อยู่ที่ 1.36 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 4.86 ล้านล้านบาท สูงขึ้นจากปี 2556 ซึ่งอยู่ที่ 1.17 แสนล้านเหรียญสหรัฐ โดยการเติบโตของเอฟดีไอในอาเซียนเป็นการเติบโตสวนกระแสเอฟดีไอของโลกที่หดตัวลงถึง 16%
ทั้งนี้ เอฟดีไอในปี 2557 ถูกขับเคลื่อนโดยการลงทุนระหว่างกันภายในอาเซียน และการเข้ามาลงทุนโดยประเทศคู่ค้าหลัก อาทิ จีน เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย สหภาพยุโรป สหรัฐ ในทางตรงกันข้าม เอฟดีไอจากญี่ปุ่นเข้าสู่อาเซียนกลับหดตัวลงถึง 39% เหลือ 1.34 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น
เมื่อเห็นภาพรวมของเอฟดีไอและเอฟดีไอด้านโครงสร้างพื้นฐานอย่างชัดเจน รัฐบาลของประเทศต่างๆ ในอาเซียนจำเป็นต้องวางยุทธศาสตร์ดึงดูดการลงทุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้เหมาะสม เพื่อให้ได้บริษัทที่มีความเหมาะสมมากที่สุด จากประเทศที่สนใจเข้ามาลงทุน ทำให้โครงสร้างพื้นฐานของอาเซียนแข็งแกร่ง เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ และยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนในภูมิภาค







