
ท่องเที่ยวปรับตัว ฝ่าภาวะโลกวุ่น
อุตสาหกรรมท่องเที่ยว ถือเป็นกลุ่มที่มีความอ่อนไหวต่อทุกสถานการณ์ ทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ
โดย...พีรดา ปราศรีวงค์
อุตสาหกรรมท่องเที่ยว ถือเป็นกลุ่มที่มีความอ่อนไหวต่อทุกสถานการณ์ ทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ ปัจจัยที่ควบคุมได้และควบคุมไม่ได้ ล้วนส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อแพ็กเกจทัวร์ของนักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม เพราะคนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของตัวเองเป็นอันดับแรก
ในสถานการณ์ปัจจุบันที่ทุกประเทศทั่วโลกสุ่มเสี่ยงตกเป็นเป้าโจมตีของกลุ่มก่อการร้าย ที่พร้อมก่อเหตุได้ทุกเวลา เช่น กรณีระเบิดในกรุงปารีสของฝรั่งเศสเมื่อวันที่ 13 พ.ย.ที่ผ่านมา หรือกระทั่งเหตุระเบิดศาลท้าวมหาพรหม สี่แยกราชประสงค์เมื่อกลางเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ที่เจ้าหน้าที่รัฐของไทยไม่สามารถสร้างความกระจ่างให้คนหมดความสงสัยว่าเหตุดังกล่าวมีมูลเหตุจากเรื่องใด
อภิชาติ สังฆอารี อดีตนายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) เปิดเผยว่า จากนี้ไปบริษัททัวร์จำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ พร้อมยืดหยุ่นการทำงาน การจำหน่ายแพ็กเกจทัวร์ให้เท่าทันต่อสถานการณ์ ผู้ประกอบการต้องติดตามข่าวสารที่เกิดในไทยและรอบโลก โดยเฉพาะตลาดที่บริษัทดำเนินธุรกิจอยู่ เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นได้
ขณะเดียวกันจะต้องขยายฐานลูกค้ากลุ่มเฉพาะ (นิชมาร์เก็ต) พร้อมปรับเปลี่ยนบริการ สร้างมูลค่าเพิ่มให้แพ็กเก็จทัวร์ ให้ตรงกับความต้องการของนักท่องเที่ยว ต้องรู้จักนำเทคโนโลยีมาปรับใช้กับระบบจองทัวร์ และใช้เป็นช่องทางประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้สินค้าและบริการ
“ทุกธุรกิจต่างปรับกลยุทธ์ต่างๆ เพื่อความอยู่รอด โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยวที่งัดกลวิธีต่างๆ มาใช้ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ที่มีวิกฤตต่างๆ เข้ามาตลอด และจากนี้ไปเชื่อว่าภาพรวมท่องเที่ยวไทยจะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เพราะผู้ประกอบการต่างวิกฤตหนักมาแล้ว ทำให้มีประสบการณ์ประคองธุรกิจให้ผ่านพ้นปัญหาต่างๆ ไปได้” อภิชาติ กล่าว
สำหรับปัญหาก่อการร้ายในยุโรป ผนวกกับช่วงฤดูหนาว จะทำให้นักท่องเที่ยวกลุ่มสแกนดิเนเวีย อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี หนีอากาศหนาวและความไม่สงบในภูมิภาคมาเที่ยวต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งประเทศในเอเชียจะได้อานิสงส์จากสถานการณ์นี้
ด้าน ยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ททท.ได้นำแผนยุทธศาสตร์การตลาดปี 2560 เข้าที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) ททท. เพื่อผ่านความเห็นชอบ โดยแผนดังกล่าวเน้นการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศเป็นหลัก
ขณะเดียวกัน ททท.ได้ของบกลางปี 2560 จำนวน 200 ล้านบาท จัดตั้งกองทุนเสริมสร้างความเชื่อมั่นการท่องเที่ยว เพื่อวางหลักเกณฑ์ให้ความช่วยเหลือนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ประสบเหตุในไทย และช่วยคนไทยที่เผชิญเหตุร้ายในต่างประเทศด้วย
“ที่ผ่านมาไทยไม่มีกองทุนให้ความช่วยเหลือนักท่องเที่ยว เมื่อเกิดเหตุ ทำให้การอนุมัติเบิกจ่ายไม่ทันต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เช่น เหตุระเบิดราชประสงค์ ซึ่งการขาดกองทุนกลายเป็นจุดอ่อนของการท่องเที่ยวไทย” ยุทธศักดิ์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม การของบกลางปี 2560 อาจมีความล่าช้า ททท.จะหาช่องทางในการขับเคลื่อนให้กองทุนดังกล่าวเกิดขึ้นโดยเร็ว ซึ่งรูปแบบการบริหารจัดการ เตรียมเจรจาขอแบ่งการจัดเก็บรายได้ภาษีบาป เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สถานบันเทิง เฉลี่ยปีละ 1-2% เพื่อดำเนินการ
ยุทธศักดิ์ บอกว่า ในอนาคตไทยจะเป็นต้นแบบการจัดตั้งกองทุนเสริมสร้างฯ ให้กับชาติอาเซียน ในการจัดตั้งกองทุนขึ้นมาดูแลชาติสมาชิก ให้ช่วยเหลือกันและกัน และร่วมกันแก้ปัญหาต่างๆ เช่น ปัญหาหมอกควันจากอินโดนีเซีย ที่ส่งผลกระทบต่อหลายประเทศในภูมิภาค
นอกจากนี้ ททท.ได้ของบประมาณการทำตลาดในประเทศปี 2560 อีก 500 ล้านบาท จากเดิม 1,000 ล้านบาท เพื่อกระตุ้นให้คนไทยหันมาท่องเที่ยวในประเทศ รวมถึงเลือกท่องเที่ยวแถบอาเซียนก่อนเดินทางไปยังภูมิภาคอื่น ช่วยสร้างรายได้หมุนเวียนให้กับเศรษฐกิจประเทศ พร้อมเชื่อมสัมพันธ์ชาติอาเซียนให้เป็นหนึ่งเดียว โดยเป้าหมายในปี 2560 จะปรับรายได้สัดส่วนการท่องเที่ยวตลาดในประเทศและต่างประเทศเป็นอย่างละครึ่ง เทียบกับปัจจุบันในประเทศ 30% ต่างประเทศ 70%
ยุทธศักดิ์ กล่าวด้วยว่า สำหรับแผนการตลาดระยะสั้นช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปีนี้ จากการประเมินเหตุการณ์ระเบิดในกรุงปารีส พบว่า คนไทยจะชะลอเดินทางเที่ยวยุโรปประมาณ 4-5 หมื่นคน ซึ่ง ททท.เตรียมจัดงานแฟร์ แพ็กเกจท่องเที่ยว ในจังหวัดหลักๆ ของแต่ละภาคของไทย รวมถึงเตรียมร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ จัดงาน การค้า 12 เมืองต้องห้ามพลาด ซึ่งรวบรวมแพ็กเกจทัวร์และสินค้า
โอท็อปไว้ในงานเดียวกัน







