เปิดทางออกผลไม้ไทย รับมือล้งจีนบุกหนัก
แผนพัฒนาเศรษฐกิจที่ 10 (2543-2548) ของจีน เน้นนโยบาย “การลงทุนนอกประเทศ”
โดย...อัทธ์ พิศาลวานิช
แผนพัฒนาเศรษฐกิจที่ 10 (2543-2548) ของจีน เน้นนโยบาย “การลงทุนนอกประเทศ” ทำให้ปัจจุบันมีบริษัทจีนประมาณ 1.3 หมื่นบริษัท ลงทุนใน 170 ประเทศทั่วโลก เมื่อปี 2557 จีนมีเม็ดเงินลงทุนในต่างประเทศ (โอเอฟดีไอ) 1.2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ แซงหน้ามูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ในจีนที่อยู่ที่ 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
ภูมิภาคที่บริษัทจีนลงทุนมากที่สุดขณะนี้คือ เอเชีย คิดเป็น 68% มูลค่าลงทุน 7.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ตามด้วยการลงทุนในประเทศแถบละตินอเมริกา 14% ยุโรป 8% และสหรัฐอเมริกาและแอฟริกา 4%
สำหรับอาเซียน เมื่อปี 2556 จีนมีการลงทุนรวม 3.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 30% ของมูลค่าการลงทุนของจีนในต่างประเทศ หรือ 50% ของมูลค่าการลงทุนของจีนในเอเชีย
โดย “สิงคโปร์” เป็นชาติอาเซียนที่จีนเข้าไปลงทุนมากที่สุด ด้วยมูลค่า 14,751 ล้านเหรียญสหรัฐ รองลงมาคือ “อินโดนีเซีย” 4,657 ล้านเหรียญสหรัฐ “เมียนมา” 3,570 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วน “ไทย” อยู่อันดับ 6 มูลค่าลงทุน 2,472 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นที่น่าสังเกตว่าการลงทุนของจีนในเมียนมา สปป.ลาว และกัมพูชา สูงกว่าในไทย
อย่างไรก็ตาม สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ของไทย ระบุสถิติการขอรับการส่งเสริมการลงทุนในปี 2557 “ญี่ปุ่น” เป็นกลุ่มนักลงทุนที่ลงทุนในไทยมากเป็นอันดับ 1 ขณะที่การลงทุนจาก “จีน” อยู่ในอันดับ 6 แต่ช่วงเดือน ม.ค.-ส.ค. 2558 การลงทุนจีนในไทยอยู่อันดับ 2 ด้วยมูลค่า 10,739 ล้านบาท ส่วนญี่ปุ่นติดอันดับ 3 มูลค่าลงทุน9,918 ล้านบาท แสดงให้เห็นว่านักธุรกิจจีนสนใจลงทุนในไทยจำนวนมาก
อุตสาหกรรมที่นักลงทุนจีนให้ความสำคัญลงทุนมากที่สุด คือ อุตสาหกรรมผลิตยางรถยนต์ การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ โลจิสติกส์ และธุรกิจการเกษตร
กรณีธุรกิจการเกษตรนั้น ผมได้เก็บข้อมูล “ล้งจีน” หรือพ่อค้าคนกลางชาวจีนที่รับซื้อผลไม้จากเกษตรกรไทยในระยะ 4-5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างตลาดผลไม้ของ จ.จันทบุรี และตราด อย่างมาก
เหตุผลที่ทำให้นักธุรกิจจีนสนใจธุรกิจผลไม้ไทย เพราะความต้องการผลไม้ของคนจีนเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี บวกกับรสชาติและคุณภาพที่ดีของผลไม้ไทย
หากเราดูตัวเลขส่งออกผลไม้ของไทยไปจีนในช่วงปี 2550-2557 พบว่าการส่งออกในปี 2550 มีมูลค่า 4,425 ล้านบาท เพิ่มเป็น 12,612 ล้านบาท “ทุเรียน” เป็นผลไม้ที่ได้รับความนิยมจากชาวจีนอย่างต่อเนื่องเป็นสิบๆ ปี
ในปี 2557 การส่งออกทุเรียนมีสัดส่วน 41% เพิ่มจาก 30% ในปี 2550 ซึ่งไทยเป็นชาติอาเซียนที่ส่งทุเรียนป้อนตลาดจีนมากที่สุด รองลงมาคือ ลำไย มีสัดส่วน 21% เพิ่มจาก 19% มังคุด เพิ่มจาก 7% เป็น 11.8%
ส่วนกล้วยมีสัดส่วนการส่งออกลดลงจาก 2% เหลือ 1% ซึ่งยอดส่งออกของไทยไปจีนเป็นที่ 2 รองจากฟิลิปปินส์ และตอนนี้นักธุรกิจจีนเข้าไปปลูกกล้วยใน สปป.ลาว มาก ขณะที่การส่งออกมะม่วง มะพร้าว ลิ้นจี่ เงาะ สับปะรด มีสัดส่วนไม่ถึง 1%
สำหรับการผลิตผลไม้ใน 3 จังหวัดภาคตะวันออก คือ จันทบุรี ระยอง และตราดนั้น ปี 2558 ผลผลิตผลไม้รวมทั้งสามจังหวัดจำนวน 997,955 ตัน โดยจันทบุรีมีสัดส่วนการผลิตมากที่สุด 80% รองลงมาคือ ตราด 13% ที่เหลือเป็นผลผลิตใน จ.ระยอง
เมื่อเทียบกัน 3 จังหวัด จันทบุรี มีผลผลิตลำไย 99% (2.7 แสนตัน) ผลิตทุเรียน 69% (234,514 ตัน) และผลิตเงาะ 58% (125,160 ตัน)
ข้อมูลของพาณิชย์จังหวัดปี 2558 จันทบุรี มีผู้ประกอบการชาวไทยและชาวจีนที่ทำธุรกิจผลไม้ 135 ราย ล้งจีน 10% ที่เหลือเป็นล้งไทย และตราด 132 ราย (ล้งจีน 5% ที่เหลือเป็นล้งไทย) แต่จากการเก็บข้อมูลเกษตรกรพบว่าจำนวนล้งจีนมีสัดส่วน 90% และล้งไทย 10%
ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว เกษตรกรจะนำผลผลิตขายให้พ่อค้าท้องถิ่น สหกรณ์ และโรงงานแปรรูป แต่ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มีตัวละครเหลือเพียง 3 กลุ่ม คือ เกษตรกร ล้งไทย และล้งจีน และในอนาคตอันใกล้ผมคาดการณ์ว่าจะเหลือเพียงเกษตรกรไทย กับล้งจีนเท่านั้น
ผมได้พูดคุยกับชาวสวนลำไยที่ปลูก 150 ไร่ ได้ผลผลิต 80-100 ตัน/ปี (ทำได้ปีละครั้ง) ได้ทำสัญญากับล้งจีนในเดือน มิ.ย. 2558 ตกลงกันว่าจะรับซื้อลำไย 30 ตัน ราคา กก.ละ 49 บาท เงินมัดจำ 2 แสนบาท โดยซื้อลำไยเกรดเบอร์ทอง และเบอร์ 1-4
ในเดือน มิ.ย. ที่เริ่มทำสัญญานั้นยังไม่มีดอกออก แสดงว่าล้งจีนเข้ามาเหมาสวนก่อนออกดอกผลเสียอีก หลังจากนั้นอีก 45 วัน ดอกก็จะออก และอีก 45 วัน จะมีผลลำไยเล็กๆ ออกมา นับจากนั้นไปอีก 4 เดือน คือราวๆ เดือน ม.ค. 2559 ลำไยก็จะออกดอกผลเต็มที่ หลังได้ผลลำไยเต็มต้นแล้ว ล้งจีนจะเข้ามาเก็บและบรรทุกเอง สำหรับราคาขายที่ตลาดจีนอยู่ที่ 200 บาท/กก.
คำถามคือ “สถานการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันเกษตรกรคิดว่าดีหรือไม่ดี?” ผมได้รับคำตอบว่า “ดี” แต่กังวลว่าอำนาจการต่อรองในสัญญาของเกษตรกรเองมีน้อย เช่น กรณีที่ในปีใดปีหนึ่งผลลำไยมีขนาดไม่ตรงกับที่ตกลงในสัญญา ล้งจีนจะปฏิเสธการซื้อทันที เกษตรกรต้องยอมรับการขาดทุนสำหรับปีนั้นไป
ทั้งนี้ การที่นักธุรกิจจีนเข้ามาทำธุรกิจสินค้าผลไม้ไทย มองในแง่การทำตลาดในระยะสั้นถือว่า “ส่งผลดีต่อตัวเกษตรกรไทย” เพราะมีตลาดแน่นอน และราคาไม่ตก แต่ในระยะยาวไม่แน่ใจว่าจะเกิดผลอย่างไร
สำหรับผมคิดว่าในระยะอันใกล้นี้ พ่อค้ารวบรวมผลไม้ส่วนใหญ่น่าจะเป็น “พ่อค้าจีน” ด้วยความพร้อมของเงินทุนและตลาดจีนที่มีความต้องการสูง สิ่งที่กังวลคือพ่อค้าจีนจะควบคุมการผลิตและการตลาดผลไม้ไทยทั้งหมดหรือเปล่า หากวันหนึ่งเขาบอกว่าไม่ซื้อเพราะราคาแพงเกินไป กรณีอย่างนี้จะเกิดขึ้นได้หรือไม่
ในส่วนนี้ผมขอเสนอแนะอย่างนี้ครับ 1.ต้องจัดระเบียบฐานข้อมูลจำนวนผู้ประกอบการผลไม้ในแต่ละจังหวัดของไทยทุกภาค ฐานข้อมูลต้องมีรายชื่อแยกตามประเภทผลไม้ แยกทุนจีน 100% บริษัทร่วมทุน และบริษัทไทย ข้อมูลในปัจจุบันยังไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น 2.ต้องบริหารจัดการปริมาณผลผลิตผลไม้ทั้งประเทศด่วน กรณีลำไย ขณะนี้เกษตรกรได้โค่นต้นยางพาราทิ้งเพื่อหันไปปลูกลำไยแทน ซึ่งใช้เวลาอย่างน้อย 3 ปีจึงจะได้ผลผลิต ผมคิดว่าจากนี้ไปอีก 3 ปี ผลผลิตลำไยน่าจะล้นตลาด ซึ่ง จะทำให้ “ราคาลำไยตกต่ำ” ทันที ชาวสวนจะเดือดร้อนอีก
3.ควรกำหนดสัดส่วนการจำหน่ายผลผลิตผลไม้หรือไม่ ปัจจุบันผลไม้ดีๆ และมีคุณภาพ ถูกคัดเลือกส่งไปยังจีนหมดถ้าเป็นอย่างนี้ ผมไม่แน่ใจว่าผมจะมีโอกาสกินผลไม้ของเมืองไทยเกรดดีๆ ลูกใหญ่ได้หรือไม่ เพราะเกรดดีส่งออกนอกประเทศหมดแล้ว ตรงนี้อาจจะกำหนดสัดส่วนการส่งออกไปยังจีนหรือไม่ ผมเป็นคนหนึ่งที่อยากกินผลไม้ลูกใหญ่ๆ ครับ


