posttoday
ผ่าธุรกิจ  บีอิน กรุ๊ป

ผ่าธุรกิจ บีอิน กรุ๊ป

08 พฤศจิกายน 2558

หลังจากที่มาแรงแซงโค้งซีทีเอช คว้าสิทธิการถ่ายทอดฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาลปี 2016/2019

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

หลังจากที่มาแรงแซงโค้งซีทีเอช คว้าสิทธิการถ่ายทอดฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาลปี 2016/2019 ในประเทศไทยมาได้ ทุกสายต่างก็จับจ้องไปที่ “บีอิน สปอร์ตส์” (BeIn Sports) ทันทีว่า ช่องกีฬาต่างประเทศช่องนี้คือใคร เหตุใดจึงสามารถทุ่มทุนซื้อสิทธิแซงหน้ารายใหญ่ในไทยได้

คอกีฬาอาจรู้จัก บีอิน สปอร์ตส์ ในฐานะช่องรายการวาไรตี้กีฬาต่างประเทศผ่านทางทรูวิชั่นส์ เช่น ฟุตบอลลีก วอลเลย์บอลลีก และบาสเกตบอลลีก ซึ่งดำเนินธุรกิจในเอเชีย 4 แห่ง คือ ฮ่องกง อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และไทย โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงจาการ์ตา

ทว่า ที่อาจยังไม่รู้ก็คือ ขนาดธุรกิจของบีอินนั้นไม่ธรรมดา และอาจใหญ่กว่าเพย์ทีวีทั้งหมดในไทยรวมกัน  

ช่องกีฬานี้นับเป็นแขนขาหนึ่งของบริษัท บีอิน มีเดีย กรุ๊ป(BeIn Media Group) จากประเทศกาตาร์ ชื่อนี้อาจยังฟังดูไม่คุ้นหูนักในหมู่คนทั่วไปที่ไม่ใช่คอกีฬา แต่หากบอกว่า นี่คือธุรกิจแขนงหนึ่งภายใต้ร่มเงาของ “อัลจาซีรา” คงช่วยให้มองภาพได้ง่ายขึ้น 

จากจุดตั้งต้นเดิมที่เป็นช่องอัลจาซีรา สปอร์ตส์ ในปี 2003 ทีมผู้บริหารได้ตัดสินใจแยกช่องออกมาเป็นธุรกิจเพย์ทีวีโดยเฉพาะในชื่อ บีอิน สปอร์ตส์ เมื่อปี 2013 มีรูปแบบในทำนองเดียวกับ ESPN ในสหรัฐ เน้นที่รายการกีฬาระดับโลกและลีกสำคัญๆ โดยตั้งบริษัท บีอิน มีเดีย กรุ๊ป ขึ้นมาเพื่อดูแลภายใต้การนำของ “นัสเซอร์ อัลเคไลฟี” ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เฉพาะธุรกิจบีอิน สปอร์ตส์ มีช่องกีฬารวมแล้วถึง 22 ช่อง แพร่ภาพครอบคลุมหลายประเทศในตะวันออกกลาง แอฟริกาเหนือ ยุโรป อเมริกาเหนือ ออสเตรเลีย เอเชีย และล่าสุดในอเมริกาใต้มีการถ่ายทอดผ่านทั้งระบบดาวเทียม เคเบิล สตรีมมิ่ง ไปจนถึงระบบสัญญาณภาคพื้นดินแบบเก่าในอินโดนีเซีย มีจำนวนครัวเรือนที่เป็นสมาชิกรับชมทั้งหมดหลายสิบล้าน และจากข้อมูลเมื่อต้นปีนี้ เฉพาะในสหรัฐประเทศเดียวมีตัวเลขรับชมเกือบ 17 ล้านครัวเรือน

แม้จะไม่ใช่บริษัทมหาชนและไม่มีการเปิดเผยตัวเลขของบริษัทที่ชัดเจน ทว่าบริษัทยักษ์ใหญ่จากกาตาร์รายนี้ก็มุ่งมั่นที่จะขึ้นเป็นผู้นำด้านธุรกิจกีฬาอย่างแท้จริง ภายใต้ผู้นำคนหนุ่มอย่าง นัสเซอร์ อัลเคไลฟี

ผ่าธุรกิจ  บีอิน กรุ๊ป นัสเซอร์ อัลเคไลฟี

 

นอกจากจะเป็นนักธุรกิจผู้มั่งคั่งซึ่งเป็นพระสหายกับ “ชีค ทามิม บิน ฮาหมัด อัลทานี” เจ้าผู้ครองนครแห่งกาตาร์แล้ว อัลเคไลฟียังเป็นนักกีฬาเอง โดยมีดีกรีเป็นอดีตโปรเทนนิส ซึ่งทำให้ปัจจุบันยังดำรงแหน่งสำคัญๆ ในแวดวงกีฬาด้วย อาทิ ประธานสหพันธ์เทนนิสกาตาร์

นอกจากนี้ ยังรวมถึงตำแหน่งประธานกองทุนการลงทุนแห่งกาตาร์ ซึ่งได้เข้าไปซื้อสโมสรยักษ์ใหญ่ในฝรั่งเศส “ปารีส แซงต์ แชร์แมง” หรือเปแอสเช แห่งลีกเอิง โดยประธานสโมสรเปแอสเชเคยให้สัมภาษณ์กับฟอร์บส์ไว้ว่า จะผลักดันให้ทีมฟุตบอลท็อปลีกแห่งนี้ขึ้นเป็นสโมสรที่มั่งคั่งที่สุดในโลกให้ได้ในฤดูกาลปี 2016/2017  

ไม่เพียงแต่ลงทุนในธุรกิจช่องกีฬาทั่วโลก และเปิดช็อปเสื้อผ้ากีฬาในกาตาร์เท่านั้น ล่าสุด บีอิน กรุ๊ป ยังได้ประกาศขยายธุรกิจเพย์ทีวีให้กว้างขึ้น ด้วยการเปิดตัวช่องภาพยนต์และบันเทิงซึ่งจะคัดหนังดังฮอลลีวู้ด ไปจนถึงซีรี่ส์สุดฮอต และสารคดีที่น่าสนใจมารวมไว้เพื่อขยายธุรกิจเพย์ทีวีจากกลุ่มคอกีฬา ไปยังกลุ่มเด็กและครอบครัวให้มากขึ้น ทำให้บีอินมีช่องรายการทั้งหมด 34 ช่อง ใน 33 ประเทศ

ในช่วงครึ่งปีหลัง กลุ่มทุนกีฬายักษ์ใหญ่จากกาตาร์รายนี้ยังเข้าไปซื้อกิจการทีวีดาวเทียม ดิจิเติร์ก ในประเทศตุรกี โดยเข้าไปถือหุ้นในสัดส่วน 53% ภายใต้วงเงิน 820 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.87 หมื่นล้านบาท) เพื่อหวังขยายธุรกิจให้ครอบคลุมมากขึ้นด้วย

เพราะยิ่งธุรกิจกีฬาสามารถทำได้ทั้งเงินและได้ใจผู้ชมทั่วโลกเท่าไร เศรษฐีบ่อน้ำมันตะวันออกกลางก็พร้อมที่จะเข้าไปชิงส่วนแบ่งเค้ก และดันชื่ออีกด้านของกาตาร์ให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

ข่าวล่าสุด

ทรูเปิดบ้านต้อนรับ 12 นักล่าฝัน True AF 2026 อบอุ่น

ทรูเปิดบ้านต้อนรับ 12 นักล่าฝัน True AF 2026 อบอุ่น