
เฟดส่งซิกขึ้นดอกเบี้ยธ.ค.นี้
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
เฟดส่งสัญญาณอาจปรับขึ้นดอกเบี้ยเดือน ธ.ค. จีดีพีสหรัฐไตรมาส 3 โตแค่ 1.5% จับตาบีโอเจกระตุ้นเศรษฐกิจ
เจเน็ต เยลเลน ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เปิดเผยผลการประชุมว่า เฟดจะยังคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 0-0.25% นับตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2008 แต่ได้ส่งสัญญาณด้วยว่า เฟดอาจจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นในการประชุมครั้งสุดท้ายของปีในวันที่ 15-16 ธ.ค.นี้
จากการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของเฟด (เอฟโอเอ็มซี) เมื่อวันที่ 27-28 ต.ค.ที่ผ่านมา กรรมการ 9 รายจาก 10 โหวตให้เฟดคงอัตราดอกเบี้ยไว้ระดับเดิม มีเพียง เจฟฟรีย์ แลคเกอร์ ประธานเฟดสาขาริชมอนด์เท่านั้น ที่ต้องการให้มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25%
พร้อมกันนี้ เฟดยังย้ำชัดว่า การจ้างงานสหรัฐขยายตัวช้า โดยกระทรวงแรงงานสหรัฐ เปิดเผยว่า ค่าเฉลี่ยการจ้างงานปรับตัวลง 4,000 ตำแหน่ง ในช่วง 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา อยู่ที่ 2.59 แสนตำแหน่ง น้อยที่สุดนับตั้งแต่ปี 1973 และอัตราการว่างงานยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งการขยายตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐขณะนี้อยู่ในระดับปานกลาง โดยเป้าหมายหลักของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย คือ อัตราการจ้างงานที่สูงสุด และอัตราเงินเฟ้อที่ 2%
ทั้งนี้ เฟดยังคงให้ความสำคัญกับระบบเศรษฐกิจโลกและตลาดแรงงานในประเทศ ซึ่งส่งผลต่อการตัดสินใจของเฟด
“เฟดยังคงเฝ้าระวังทิศทางเศรษฐกิจโลกและการพัฒนาระบบการเงิน ซึ่งมีผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาพรวมที่ขยายตัวในระดับปานกลาง และตลาดแรงงาน อย่างไรก็ดีเฟดยังอยากให้อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ระดับ 2% ก่อนที่จะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย”
นอกจากนี้ การใช้จ่ายครัวเรือนและการลงทุนในสินทรัพย์ประเภททุนที่มีอายุใช้งานนาน มีอัตราที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา อีกทั้งภาคอสังหาริมทรัพย์ก็ปรับตัวดีขึ้น แต่ตัวเลขส่งออกสุทธิยังไม่ดีเท่าที่ควร
สัญญาซื้อขายล่วงหน้าอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นของสหรัฐบ่งชี้ว่า เฟดมีโอกาส 43% ที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือน ธ.ค. เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ 34% โดยบรรดานักลงทุนต่างมองว่า เฟดอาจเปลี่ยนแปลงท่าทีในเดือน มี.ค. 2016
ก่อนหน้านี้ ท่าทีที่ไม่แน่ชัดของเฟดส่งผลให้เกิดความผันผวนในตลาดการเงินโลกเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะตลาดประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่ได้รับผลกระทบไปตามๆ กัน
หลังเฟดระบุคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับเดิม ส่งผลให้หุ้นของตลาดเกิดใหม่ปรับตัวลดลงมากที่สุดในเดือนนี้ โดยดัชนีเอ็มเอสซีไอตลาดเกิดใหม่ลดลง 1% ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำที่สุดในรอบ 2 สัปดาห์ ดัชนีฮั่งเส็งของฮ่องกงปรับตัวลง 1.5% หุ้นของอินโดนีเซียและไต้หวันลดลงมากกว่า 1% นอกจากนี้ค่าเงินวอนของเกาหลีใต้ และค่าเงินรูเปียห์ของอินโดนีเซีย อ่อนค่าลงอย่างน้อย 0.7%
สวนทางกับตลาดหุ้นสหรัฐ ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปรับตัวขึ้น 1.1% ดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 1.2% ดัชนีแนสแด็ก คอมโพสิต ดีดตัวขึ้น 1.3% และผลตอบแทนพันธบัตรระยะเวลา 2 ปี ดีดตัวขึ้น 0.7%
เช่นเดียวกับราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัส (ดับเบิ้ลยูทีไอ) ที่พุ่งขึ้น 2.74% อยู่ที่ 45.94 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล โดยเป็นผลมาจากคาดการณ์การผ่อนคลายกฎการส่งออกน้ำมันของสหรัฐไปยังเม็กซิโก และปริมาณน้ำมันคงคลังของสหรัฐที่ปรับขึ้นน้อยกว่าที่คาดไว้
ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐ เปิดเผยผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาส 3 ว่าปรับตัวเพิ่มขึ้นเพียง 1.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งน้อยกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 1.6% และน้อยกว่าตัวเลขในไตรมาส 2 ซึ่งอยู่ที่ 3.9% อย่างไรก็ตามภาคการบริโภคยังคงแข็งแกร่งอยู่ โดยปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.2% ลดลงจากไตรมาสก่อนเพียงเล็กน้อย
ตัวเลขดังกล่าวอาจมีการเปลี่ยนแปลงไปอยู่ที่ 3.5% หากไม่มีการเปลี่ยนในตัวเลขดุลการค้าและการลงทุนสินค้าคงคลังมากนัก หลังมีการเปิดเผยตัวเลขขาดดุลการค้าเดือน ก.ย. น้อยกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้
ด้านรอยเตอร์ส ระบุว่า ท่าทีดังกล่าวของเฟด ถือเป็นการเปิดโอกาสให้มีการจับตามองบทบาทของนโยบายการเงิน ทั้งของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) และธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ในตลาดการเงิน ซึ่งส่งผลกระทบต่อการแข็งค่าของเงินเหรียญสหรัฐ และภาคการส่งออก ถือเป็นเหตุผลหนึ่งที่เฟดเลือกไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยซึ่งเป็นนโยบายการเงินแบบหดตัว
ทั้งนี้ บรรดานักลงทุนต่างจับตามองท่าทีของบีโอเจ หลังการประชุมในวันนี้ีว่าจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มหรือไม่ โดยก่อนหน้านี้มีการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 2 ที่หดตัว 1.2% เสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจอีกครั้ง







