
เวิลด์แบงก์ชี้ "อาเซียน" พัฒนา เร่งสปีดดึงต่างชาติเข้าลงทุน
ชาติอาเซียนส่วนใหญ่ขยับอันดับประเทศประกอบธุรกิจง่าย เวียดนาม-อิเหนา ผู้นำปฏิรูปภาคธุรกิจ
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
ชาติอาเซียนส่วนใหญ่ขยับอันดับประเทศประกอบธุรกิจง่าย เวียดนาม-อิเหนา ผู้นำปฏิรูปภาคธุรกิจ
ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) เผยผลการจัดอันดับความยาก-ง่ายในการประกอบธุรกิจของแต่ละประเทศปี 2016 โดยประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ส่วนใหญ่อันดับดีขึ้น เช่น บรูไน เวียดนาม อินโดนีเซีย ด้านสิงคโปร์ครองอันดับ 1 เป็นปีที่ 10 จากทั้งหมด 189 ประเทศ ตามมาด้วยนิวซีแลนด์ เดนมาร์ก เกาหลีใต้ ฮ่องกง สหราชอาณาจักร และสหรัฐ ตามลำดับ
ทั้งนี้ เวิลด์แบงก์ได้จัดอันดับให้ประเทศจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกอยู่ในลำดับที่ 2 ประเทศที่ให้ความสะดวกในการประกอบธุรกิจรองจากภูมิภาคยุโรป อีกทั้งประเทศในภูมิภาคดังกล่าวยังมีการปรับปรุงสภาพแวดล้อมในการประกอบธุรกิจที่ส่งผลดีต่อวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมด้วย โดยมีเวียดนามและอินโดนีเซียเป็นผู้นำการปฏิรูปด้านดังกล่าวในอาเซียน
ประเทศอาเซียนส่วนใหญ่มีอันดับดีขึ้นเมื่อเทียบกับรายงานปี 2015 โดยมาเลเซียอยู่ที่อันดับ 18 ลดลงจากปี 2015 เพียง 1 อันดับ แต่คะแนนจากการพิจารณาระยะห่างผลการพัฒนาประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของหน่วยงานรัฐ (ดีทีเอฟ) ดีขึ้น 0.05% จาก 79.08% เป็น 79.13%
ตามมาด้วยบรูไนอยู่ที่อันดับ 84 เพิ่มขึ้น 21 อันดับจากอันดับที่ 105 โดยมีคะแนนดีทีเอฟเพิ่มขึ้น 4.91% จาก 58.02% เป็น 62.93% มีการปรับปรุงขั้นตอนจัดตั้งนิติบุคคล ปรับปรุงการดำเนินงานระบบออนไลน์ การลงทะเบียนและกระบวนการจดทะเบียนง่ายขึ้น
ในขณะที่ประเทศที่มีรายได้ปานกลางขั้นต่ำอย่างเวียดนามปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ 90 จากอันดับ 93 มีคะแนนดีทีเอฟเพิ่มขึ้น 1.75% จาก 60.35% เป็น 62.10% โดยผู้กู้ในเวียดนามสามารถตรวจสอบข้อมูลสินเชื่อของตัวเองได้ อีกทั้งยังมีการขยายฐานข้อมูลผู้กู้ให้ครอบคลุมมากขึ้น ด้วยการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ ส่งผลให้ธุรกิจขนาดเล็กของเวียดนามสามารถเข้าถึงการขอสินเชื่อได้มากขึ้น เนื่องจากสถาบันการเงินสามารถประเมินความน่าเชื่อถือทางการเงินได้สะดวกกว่าเดิม
อย่างไรก็ดี อันดับของฟิลิปปินส์ลดลงถึง 6 อันดับ จาก 97 ไปอยู่ที่ 103 แต่คะแนนดีทีเอฟเพิ่มขึ้น 0.13% จาก 59.94% เป็น 60.07%
ขณะที่อินโดนีเซียมีอันดับเพิ่มขึ้นถึง 11 อันดับ จากอันดับที่ 120 เป็น 109 โดยคะแนนดีทีเอฟเพิ่มขึ้น 1.39% จาก 56.73% เป็น 58.12% เนื่องจากอินโดนีเซียมีการนำระบบจ่ายเงินสมทบสำหรับประกันสังคมมาใช้ และมีการอำนวยความสะดวกในการชำระภาษีผ่านระบบออนไลน์
ในส่วนของประเทศรายได้ต่ำอย่างกัมพูชา อันดับเพิ่มขึ้น 6 อันดับ จากอันดับที่ 133 เป็น 127 คะแนนดีทีเอฟก็ปรับขึ้นเช่นกันที่ 2.44% จาก 52.78% เป็น 55.22%
ขณะเดียวกัน สปป.ลาว อันดับดีขึ้น 5 อันดับ จากอันดับที่ 139 เป็น 134 มีคะแนนดีทีเอฟเพิ่มขึ้น 2.55% จาก 51.22% มาอยู่ที่ 53.77%
นอกจากนี้ เมียนมาก็มีอันดับที่ดีขึ้นเช่นกันที่อันดับ 167 เพิ่มขึ้นจากปี 2015 อยู่ที่อันดับ 177 ถึง 10 อันดับ โดยมีคะแนนดีทีเอฟดีขึ้น 0.13% จาก 40.09% เป็น 45.27% มีการลดทุนจดทะเบียนขั้นต่ำของธุรกิจในประเทศ และมีการพัฒนาขั้นตอนดำเนินงานจัดตั้งธุรกิจให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ออกุสโต โลเปซคลารอส ผู้จัดการฝ่ายข้อมูลตัวชี้วัดและการวิเคราะห์ของเวิลด์แบงก์ ชี้ให้เห็นว่าประเทศที่มีรายได้ต่ำมีพัฒนาการดีกว่าประเทศที่มีรายได้สูง แต่ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกยังเผชิญกับการแก้ปัญหาล้มละลาย การบังคับให้เป็นไปตามข้อตกลงและการจดทะเบียนทรัพย์สิน
ธนาคารระหว่างประเทศเพื่อการบูรณะและการพัฒนา (ไอบีอาร์ดี) ระบุประเทศที่อยู่ใน 30 อันดับแรกเป็นผลมาจากระบบตลาดและธุรกิจมีประสิทธิภาพและมีความโปร่งใส ไม่ใช่เพราะมีกฎระเบียบหรือข้อจำกัดน้อย
ด้านประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกอย่างจีน ลดลง 1 อันดับ อยู่ที่อันดับ 84 สวนทางกับอินเดียที่ขยับตัวขึ้น 4 อันดับ อยู่ที่ 130
รายงานฉบับดังกล่าวอาศัยตัวชี้วัดทั้งสิ้น 10 ตัว ได้แก่ การเริ่มต้นธุรกิจ การขออนุญาตก่อสร้าง การขอใช้ไฟฟ้า การจดทะเบียนทรัพย์สิน การได้รับสินเชื่อ การคุ้มครองผู้ลงทุน การชำระภาษี การค้าระหว่างประเทศ การบังคับให้เป็นไปตามข้อตกลง และการแก้ปัญหาล้มละลาย







