
พิพาททะเลจีนใต้เดือด สหรัฐส่งเรือรบท้าทายมังกร
ข้อพิพาททะเลจีนใต้ไม่ได้ยุติอยู่แค่จีนและประเทศอาเซียน เมื่อสหรัฐส่งเรือพิฆาตติดจรวดนำวิถีเข้ามา
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
ข้อพิพาททะเลจีนใต้ไม่ได้ยุติอยู่แค่จีนและประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) เท่านั้นแล้ว เมื่อสหรัฐส่งเรือพิฆาตติดจรวดนำวิถีเข้ามาในระยะพื้นที่ 12 ไมล์ ที่เกาะเทียมของจีน หลังจากที่มีรายงานก่อนหน้านี้ว่า แอชตันคาร์เตอร์ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐ เรียกร้องให้ทำเนียบขาวดำเนินการในทะเลจีนใต้มาหลายครั้ง
กระทรวงกลาโหมของสหรัฐแถลงการณ์ภายหลังการส่งเรือรบเข้าไปในพื้นที่ 12 ไมล์ ใกล้แนวปะการังซูบี หมู่เกาะสแปรตลีย์ ซึ่งเป็นพื้นที่พิพาทที่จีนแสดงกรรมสิทธิ์ โดยระบุว่า ปฏิบัติการดังกล่าวเป็นปฏิบัติการตามปกติ ไม่ได้มีเจตนามุ่งเป้าหมายไปยังประเทศใดประเทศหนึ่ง และไม่คิดแข่งขันแย่งชิงพื้นที่น่านน้ำดังกล่าว
“พวกเราจะใช้เครื่องบิน ล่องเรือ หรือปฏิบัติการอื่นๆ ในพื้นที่ที่กฎหมายนานาชาติอนุญาตทั่วโลก” แถลงการณ์ดังกล่าวระบุ โดยกฎหมายนานาชาติระบุว่า ประเทศเจ้าของพื้นที่มีกรรมสิทธิ์เหนือน่านน้ำในบริเวณ 12 ไมล์
ด้าน จอช เอิร์นเนสต์ โฆษกทำเนียบขาว เปิดเผยว่า ประธานาธิบดี บารัก โอบามา สนับสนุนสิทธิของอเมริกันในการล่องเรือในน่านน้ำสากล แม้สหรัฐจะเห็นการแสดงกรรมสิทธิ์โดยประเทศอื่นๆ อย่างไม่สมเหตุสมผลก็ตาม
“เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก โดยเฉพาะในทะเลจีนใต้ เพราะทะเลจีนใต้มีสินค้าของโลกมูลค่าทางการค้ามากมายหลายพันล้านเหรียญสหรัฐที่ล่องผ่านภูมิภาคนั้นในทุกปี และอาจมีมูลค่ามากกว่านั้นก็ได้” เอิร์นเนสต์ กล่าว
ภายหลังจากสื่อต่างๆ รายงานปฏิบัติการดังกล่าวของสหรัฐหวังอี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน เปิดเผยว่า จีนจะตรวจสอบว่ามีการรุกล้ำน่านน้ำจริงหรือไม่ พร้อมกับเรียกร้องสหรัฐอย่าสร้างปัญหาโดยปราศจากการไตร่ตรองให้ดีเสียก่อน
ในทางกลับกัน ประธานาธิบดี เบนิญโญ อาคิโน ของฟิลิปปินส์ ออกมาต้อนรับความเคลื่อนไหวของสหรัฐ โดยระบุว่า เป็นการช่วยสร้างสมดุลอำนาจแก่ภูมิภาค และปฏิบัติการของสหรัฐยืนยันบรรทัดฐานของเสรีภาพในการสำรวจน่านน้ำ
“ผมคิดว่าทุกคนจะต้อนรับสมดุลอำนาจในทุกแห่งบนโลกใบนี้” อาคิโน กล่าว
น่านน้ำทะเลจีนใต้เป็นพื้นที่พิพาทระหว่างจีน และประเทศอื่นๆ ในอาเซียน ทั้งฟิลิปปินส์ เวียดนาม มาเลเซีย บรูไน และไต้หวัน โดยฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่เดินหน้าฟ้องศาลอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศเพื่อให้พิจารณาข้อพิพาทดังกล่าวตั้งแต่ปี 2013 และยืดเยื้อถึงปัจจุบัน ในขณะที่จีนเองก็ประกาศจำกัดการเดินทางทางอากาศเหนือพื้นที่พิพาท และยังเดินหน้าสร้างสิ่งปลูกสร้างอย่างต่อเนื่อง
ความเคลื่อนไหวของสหรัฐเกิดขึ้นพร้อมกับการประชุมแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ 13 ระยะเวลา 5 ปี ระหว่างปี 2016-2020 ระหว่างวันที่ 26-29 ต.ค. ซึ่งจะมีการประกาศใช้ในเดือน มี.ค. 2016 โดยคาดการณ์ว่าประเด็นเส้นทางสายไหมแห่งใหม่ทั้งทางบกและทางทะเลจะเป็นประเด็นสำคัญประการหนึ่ง
กรีซันส์พีค ธนาคารพาณิชย์ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร เปิดเผยว่า 17 ประเทศ จาก 19 ประเทศที่มีการเจรจากับจีน ตกลงให้จีนให้เงินทุนในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานในช่วงไตรมาส 3 ที่ผ่านมา โดยเฉพาะประเทศในแอฟริกาและยูเรเชีย
ด้านหนังสือพิมพ์วอนต์ไชน่าไทมส์ เปิดเผยว่า ตามประวัติศาสตร์ ประเทศอาเซียนมีความสำคัญในการเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางทะเลของจีนมาตั้งแต่อดีต และจีนเองก็เห็นความสำคัญทางการค้ากับอาเซียน โดยมูลค่าการค้าของอาเซียนและจีนมีแนวโน้มจะสูงถึง 10 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 354 ล้านล้านบาท) ในปี 2020
แม้จะเกิดข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ จีนก็มีการสร้างสัมพันธ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจกับประเทศในอาเซียน เช่น เวียดนามแสดงความสนใจจะให้จีนเข้ามาลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน หรืออินโดนีเซียที่แสดงความสนใจที่จะเข้าร่วมธนาคารเพื่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเอเชีย (เอไอไอบี) ซึ่งจีนเป็นผู้จัดตั้ง
ดังนั้น วอนต์ไชน่าไทมส์ จึงแสดงทัศนะว่า มีความเป็นไปได้ที่นโยบายเส้นทางสายไหมแห่งใหม่ของจีนจะช่วยลดความตึงเครียดจากข้อพิพาททางทะเลจีนใต้ลงไปได้
อย่างไรก็ตาม ยูเรเชียรีวิว เว็บไซต์ข่าวและวิเคราะห์ข่าวอิสระ เปิดเผยว่า การแสดงกรรมสิทธิ์และสร้างสิ่งปลูกสร้างในทะเลจีนใต้ของจีนอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์กับประเทศในอาเซียน ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องไปยังนโยบายเส้นทางสายไหมแห่งใหม่ในที่สุด
สังเกตได้จากการที่ประเทศที่จีนมีข้อพิพาทด้วย หันไปหาสหรัฐ ซึ่งก็มีวาระในการสร้างอำนาจในเอเชียผ่านข้อตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) ด้วยเช่นเดียวกัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งฟิลิปปินส์ที่แสดงความสนใจจะเข้าร่วมทีพีพีในเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา รวมถึงยังประกาศงบประมาณทางการทหารเพิ่มขึ้น 25% เป็น 2.5 หมื่นล้านเปโซ (ราว 5.3 หมื่นล้านบาท) ในปี 2016 ซึ่งมากที่สุดในประวัติศาสตร์อีกด้วย







