
ดันจีนเข้าร่วมทีพีพี นายกฯย้ำจีดีพีไม่ถึง 7%
สื่อกระบอกเสียงพรรคคอมมิวนิสต์จีนย้ำรัฐบาลควรเข้าร่วมความตกลงทีพีพี ด้าน หลี่เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีของจีน
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
สื่อกระบอกเสียงพรรคคอมมิวนิสต์จีนย้ำรัฐบาลควรเข้าร่วมความตกลงทีพีพี ด้าน หลี่เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีของจีน ระบุจีดีพีจีนปีนี้ไม่จำเป็นต้องอยู่ที่ 7% หลังพีบีโอซีปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25%
หนังสือพิมพ์พรรคคอมมิวนิสต์จีนเน้นย้ำความสำคัญของการเข้าร่วมความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) ว่าจีนควรเข้าร่วมความตกลงดังกล่าว เนื่องจากจะส่งผลดีต่อการปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศ
ข้อตกลงทีพีพีจะก่อให้เกิดเขตการค้าเสรีขนาดใหญ่ครอบคลุม 40% ของเศรษฐกิจโลก และได้มีการบรรลุความตกลงดังกล่าวเมื่อวันที่ 5 ต.ค.ที่ผ่านมา สื่อหลายสำนักจึงหันไปจับตามองประเทศที่มีเขตเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก และใหญ่ที่สุดในเอเชียอย่าง จีน ที่ไม่ได้เข้าร่วมทีพีพี
ก่อนหน้านี้กระทรวงพาณิชย์จีน ระบุความตกลงทีพีพีเป็นหนึ่งในความร่วมมือด้านการค้าครั้งสำคัญของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ซึ่งรัฐบาลปักกิ่งเชื่อว่าข้อตกลงการค้าอีกหลายฉบับในภูมิภาค เช่น กลุ่มข้อตกลงพันธมิตรทางการค้าระดับภูมิภาค (อาร์เซ็ป) ซึ่งเป็นกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่จีนเป็นตัวหลักในการดำเนินการ ประกอบด้วยสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศกับคู่ภาคี 6 ประเทศ ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ครอบคลุมประชากรทั้งสิ้น 3,400 ล้านคน ก็สามารถพัฒนาความเจริญทางเศรษฐกิจได้เช่นกัน
อย่างไรก็ดี แม้จีนจะไม่ได้เข้าร่วม แต่จีนก็ยังมีการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจที่อาจจะเกิดขึ้นอย่างรอบคอบที่สุด
จากวารสารสตาดี้ ไทมส์ ของสถาบันศึกษาพรรคกลาง เปิดเผยว่า ชาวจีนบางรายมองว่าทีพีพีเป็นอุบายอย่างหนึ่งในการกีดกันจีนออกจากระบบเศรษฐกิจโลก เนื่องจากเป้าหมายของทีพีพีคือการลดอุปสรรคทางการค้าและสร้างมาตรฐานใหม่ขึ้นมา ทั้งด้านการลงทุน สิ่งแวดล้อม และแรงงาน ครอบคลุมตั้งแต่เวียดนามไปจนถึงแคนาดา ดังนั้นทีพีพีจึงเปรียบเสมือนเครื่องมือที่ต้องการจำกัดบทบาททางการเมืองและเศรษฐกิจของจีนในภูมิภาค
หนังสือพิมพ์ชื่อดังของจีนยังระบุด้วยว่า เป้าหมายของทีพีพีเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับเป้าหมายการปฏิรูปเศรษฐกิจจีน ซึ่งรวมถึงการลดขั้นตอนขออนุมัติจากรัฐสภาและปกป้องสิ่งแวดล้อม
“รัฐบาลจีนควรให้ความสำคัญกับการเข้าร่วมทีพีพี อีกทั้งควรพิจารณาเข้าร่วมความตกลงดังกล่าวในเวลาสมควรและต้นทุนที่เหมาะสม โดยต้องสอดคล้องกับกระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ”
อย่างไรก็ตาม ทางการจีนควรคำนึงถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับรัฐวิสาหกิจจีน ซึ่งมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ หากตัดสินใจเข้าร่วมทีพีพี
ทั้งนี้ จีนมีความพยายามอย่างมากในการพัฒนาประเทศให้มีเสถียร ภาพ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และเน้นภาคการบริโภคในฐานะที่เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ
ในขณะเดียวกัน หลี่เค่อเฉียง ระบุอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจจีนปีนี้ไม่จำเป็นต้องถึงระดับ 7% หลังสำนักงานสถิติแห่งชาติจีนประกาศตัวเลขจีดีพีไตรมาส 3 ของปีนี้ขยายตัว 6.9% ต่ำที่สุดในรอบ 6 ปี สะท้อนถึงการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจโลกปี 2008
ก่อนหน้านี้ในเดือน มี.ค. หลี่เค่อเฉียง ได้เปิดเผยการคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจปีนี้ที่ราว 7% หลังจีนเน้นดำเนินเศรษฐกิจในภาวะ “เชื่องช้าเป็นปกติ” หรือนิวนอร์มอล ซึ่งอาศัยภาคการบริโภคในประเทศเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจแทนภาคการส่งออกและการลงทุนภาครัฐ
แม้ภาวะทางเศรษฐกิจของจีนจะสร้างความกังวลแก่นานาชาติ แต่นายกรัฐมนตรีแดนมังกรยังยืนยันว่า จีนสามารถก้าวข้ามปัญหาทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นขณะนี้ได้แน่นอน
“ความพยายามในการพัฒนาประเทศและศักยภาพทางเศรษฐกิจจีน สร้างความเชื่อมั่นว่าจีนจะสามารถจัดการปัญหาเหล่านี้ได้”
ด้าน อี้กัง รองผู้ว่าธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ระบุค่าเงินหยวนที่ผันผวนหลังการอ่อนค่าเงินหยวนเมื่อเดือน ส.ค. กลับมามีเสถียรภาพแล้ว รวมถึงการปรับฐานในตลาด หลักทรัพย์ที่ดิ่งลงอย่างรุนแรงนับตั้งแต่เดือน มิ.ย. ก็ใกล้จะสิ้นสุดลงเช่นเดียวกัน
ที่ผ่านมาเศรษฐกิจจีนที่อาศัยการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานการส่งออกและพันธบัตรรัฐบาลถือว่าอยู่ในระดับที่ดีมาก ถึงขั้นเป็นปัจจัยหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก
แต่กระนั้นก็ตาม ในระยะหลังนี้ตัวการขยายตัวทางเศรษฐกิจจีนกลับลดลงแทบจะเท่าตัว เมื่อเทียบกับตัวเลขของปี 2006 ตามรายงานของธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์)







