
ยุโรปวอนเอเชียอย่าทิ้งเงินยูโร
จีนย้ำคำมั่นกับนายกฯเยอรมันส่วนนายกฯฝรั่งเศสอ้อนนักธุรกิจญี่ปุ่น
โพสต์ทูเดย์
— ผู้นำยุโรปเดินสายทัวร์เอเชีย วอนภูมิภาคนี้อย่าทิ้งเงินยูโร ในช่วงเวลาที่สกุลเงินของยุโรปสั่นคลอนอย่างหนักนายกรัฐมนตรี เวินเจียเป่า แห่งจีน กล่าวหลังจากหารือกับนายกรัฐมนตรี อังเกลา แมร์เกิล ระหว่างที่ผู้นำของเยอรมนีเดินทางเยือนกรุงปักกิ่ง โดยยืนยันว่าจีนจะยังมั่นคงกับการลงทุนกับเงินยูโรในระยะยาวต่อไป แม้ว่ายุโรปจะเผชิญกับวิกฤตหนี้สาธารณะที่กำลังลุก ลามไปยังหลายประเทศในภูมิภาค
“
จีนจะมั่นคงกับหลักการการกระจายความเสี่ยงด้านการลงทุน ในฐานะที่จีนเป็นหนึ่งในนักลงทุนที่มีความรับผิดชอบ ตลาดยุโรปเคยเป็น ยังเป็น และจะเป็นตลาดหลักในการลงทุนสำหรับทุนสำรองระหว่างประเทศของจีนต่อไป” เวิน กล่าวขณะที่นายกรัฐมนตรีของเยอรมนีได้หารือกับผู้นำจีนเกี่ยวกับแนวโน้มการปล่อยให้ค่าเงินหยวนมีความยืดหยุ่นมากขึ้นด้านนายกรัฐมนตรี ฟรังซัวส์ ฟิลยง แห่งฝรั่งเศส ซึ่งอยู่ระหว่างการเยือนกรุงโตเกียวของญี่ปุ่น ได้เรียกร้องต่อนักลงทุนชาวญี่ปุ่นไม่ให้ยุติการลงทุนด้วยเงินยูโร แม้ว่ายุโรปจะเผชิญกับวิกฤตหนี้ที่ปะทุขึ้นจากปัญหางบประมาณขาดดุลมหาศาลของกรีซ หนึ่งในประเทศที่ใช้เงินยูโร หรือกลุ่มยูโรโซน
“
การหันหลังให้กับเงินยูโรจะไม่ก่อประโยชน์ให้กับญี่ปุ่น แม้ว่าจะเป็นเรื่องจริงที่กลุ่มยูโรโซนกำลังเผชิญกับวิกฤตที่เลวร้ายที่สุดเป็นประวัติการณ์ แต่วิกฤตครั้งนี้เกิดขึ้นจากการใช้สกุลเงินเดียวกันหรือไม่นั้น คำตอบคือไม่ใช่อย่างแน่นอน สิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้คือวิกฤตหนี้สาธารณะแบบคลาสสิก ที่เกิดขึ้นจากการบริหารงบประมาณที่ย่ำแย่” ฟิลยง กล่าวสำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร ได้แข็งค่าขึ้นมาต่อเงินเหรียญสหรัฐ เนื่องจากนักลงทุนแสดงความกังวลกับแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ หลังจากที่ตัวเลขเศรษฐกิจพากันทิ้งตัวลงมาอย่างเหนือความคาดหมาย ตั้งแต่ภาคการผลิตในรัฐนิวยอร์ก และฟิลาเดลเฟียที่ปรับลดลง และภาคค้าปลีกช่วงเดือน มิ.ย.ที่อ่อนแรงมากกว่าที่คาดการณ์ไว้
ขณะเดียวกัน ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ระบุว่า ภาวะเศรษฐกิจใน 10 ประเทศยุโรปตะวันออก ที่เพิ่งเข้ามาเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปเมื่อปี 2547 ขณะนี้เริ่มมีการขยายตัวเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เกิดวิกฤตการเงินโลกเมื่อปี 2551 โดยการขยายตัวทางเศรษฐกิจปรับขึ้นมา 0.8% ช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ หลังจากติดลบ 2.1% ช่วงไตรมาส 4 ของปีที่แล้ว







