
'เทศกาลวัฒนธรรมและท่องเที่ยวเกาหลี'
ค่ำคืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา เป็นอีกครั้งหนึ่งที่เหล่า นักเรียนทุนรัฐบาลเกาหลี GKS-KGSP ในประเทศไทยที่มีอยู่ราว 60 คน
โดย... เพียงออ วิไลย [email protected]
ค่ำคืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา เป็นอีกครั้งหนึ่งที่เหล่า นักเรียนทุนรัฐบาลเกาหลี GKS-KGSP ในประเทศไทยที่มีอยู่ราว 60 คน ได้มาเจอหน้าตากัน งานนี้ผู้อำนวยการสำนักงานการศึกษานานาชาติ (National Institute for International Education-NIIED) สังกัดกระทรวงศึกษาธิการของเกาหลี ซึ่งเป็นผู้ดูแลทุนรัฐบาล ได้เดินทางมาเป็นเจ้าภาพด้วยตัวเอง และที่สำคัญ คือ มาร่วมงาน Korea Culture and Travel Festival ที่จัดขึ้นอย่างอู้ฟู่ระหว่างวันที่ 2-4 ต.ค.นี้ ที่ศูนย์การค้าสยามพารากอน ด้วยค่ะ...
ที่ว่าอู้ฟู่เพราะงานนี้เกาหลียกทัพมาจัดเต็ม น่าจะเป็น เทศกาลวัฒนธรรมและท่องเที่ยวเกาหลีใหญ่ที่สุดที่เคยจัดมาในไทย เนื่องจากมีทั้ง คอนเสิร์ตศิลปิน เค-ป๊อบ และ นิชคุณ หนุ่มไทยที่ไปเป็นนักร้องวงดังเกาหลี มีบูธแนะนำอาหารชิมฟรี (คนยืนรอเต็มเลยค่ะ เลยไปยืนรอชิมฟรีกับเขาด้วย) บูธการท่องเที่ยว บูธคลินิกเสริมความงาม เครื่องสำอาง ฯลฯ ...โซนหน้างานเป็นบูธของมหาวิทยาลัยเกาหลี 20 แห่ง มาเปิดข้อมูลกันสดๆ มิน่าล่ะ จึงได้เห็นนักเรียนเดินกันขวักไขว่พร้อมกับเข้าไปถามข้อมูลกันเป็นกลุ่ม... เดินผ่านไปแต่ละบูธสังเกตเห็นว่า วันนี้ล่ามภาษาเกาหลีขายดีมากค่ะ คือ ประจำอยู่บูธละ 1-2 คน เป็นนักเรียนเก่ามหาวิทยาลัยนั้นๆ บ้าง เป็นคนที่รู้ภาษาเกาหลีบ้าง ส่วนบูธที่มาหาโอกาสทางธุรกิจ เช่น คลินิกความงาม ก็หอบหิ้วไกด์ไทยที่อยู่เกาหลี หรือคนเกาหลีที่เรียนภาษาไทยกลับมาเป็นล่ามให้บ้าง ประมาณว่า งานนี้ชุมนุมล่ามไทย-เกาหลีมากกว่าร้อยคนแน่ค่ะ แต่ก็ยังไม่พอ...
นักธุรกิจเกาหลีส่วนใหญ่มีลักษณะอย่างหนึ่ง คือ มองหาสิ่งใหม่ๆ ที่ท้าทาย จึงได้เคยพบหลายกรณีที่พี่เกาหลีหอบหิ้วกระเป๋าลุยมาทำธุรกิจในไทยโดยไม่รู้จักใครสักคน ที่ประสบความสำเร็จก็มี เช่น ร้านขาย “บิงซู” หวานเย็นเกาหลีแถวสยามพารากอนนี่เอง เจ้าของเป็นเกาหลีและไม่รู้เรื่องไทยเลย บังเอิญเพื่อนที่มาอยู่ก่อนชวนมาก็เลยมา โชคดีที่ได้ศิษย์ ดร.อุ๊ เอกภาษาเกาหลีจากมหาวิทยาลัยบูรพามาเป็นผู้จัดการร้านให้จึงยังคงไปได้ดี ส่วนที่อยู่ได้ไม่นานก็เป็นลมล้มพับไปก็มีหลายรายเช่นกันค่ะ รายหนึ่งน่าสงสารมาก ลงทุนสร้างโรงงานเจียระไนคริสตัลเสียเงินไปเยอะ แต่แล้วก็หายไปในเวลาแค่ปีกว่าๆ...
ทำให้คิดว่า ทุกวันนี้ แม้หลายโรงเรียนในสังกัด สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานไทยได้จัดให้มีการสอนภาษาเกาหลีเป็นวิชาเลือก พอเข้ามหาวิทยาลัยไทยก็มีอีกกว่า 10 แห่ง ที่เปิดสอนเอกสาขาภาษาเกาหลี ทว่า ยังมีสิ่งที่ไม่ควรพลาดแต่ควรเพิ่ม คือ ความรู้ด้านอื่นๆ เช่น เศรษฐกิจ การลงทุนและธุรกิจ เข้าไปในหลักสูตรด้วย อย่างน้อยหากไม่ได้ช่วยนายจ้าง ก็ยังช่วยตัวเองได้ ถ้าเรียนจบมาแล้วไม่มีงานทำตามสาขา ก็บินไปค้าขายกับเกาหลีได้ค่ะ...
ทางด้านนักเรียนทุนรัฐบาลเกาหลีนั้น กระจัดกระจายเข้าไปในองค์กรน้อยใหญ่ของสังคมไทย คนที่เรียนด้านภาษาหรือวรรณกรรมมาก็ไปเป็นอาจารย์สอนภาษา คนที่จบสาขาอื่นมา เช่น บริหารธุรกิจ เศรษฐศาสตร์ ก็ทำงานในภาคเอกชน...เกาหลีคาดหวังว่ากลุ่มนี้จะเป็นสะพานเชื่อมให้แก่ทั้งสองประเทศ จึงพยายามช่วยให้นักเรียนทุนที่กลับไปได้จัดตั้งชมรมขึ้นมาเป็นปึกแผ่นในประเทศตน ซึ่งปัจจุบันมีแล้วทั่วโลก 39 ชมรม ใน 36 ประเทศ... นี่เป็นเครือข่ายใหญ่อย่างไม่เป็นทางการของรัฐบาลเกาหลีที่น่าจะเป็นยุทธศาสตร์สำคัญอันหนึ่งทีเดียวค่ะ...







